me-labai

บางทีคนเราก็แปลกมาก ที่คิดสับสนกับการทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ วกวนไม่รู้จบ

กับสิ่งที่ทำไปแล้ว แต่เรายังตัดใจคิดว่า เอ ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น

แต่นั่นแหละ เราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรอยู่ดี

...

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฉันลาออกจากงาน เป็นความคิดที่ปัจจุบันทันด่วน

หลายคน ทั้งหัวหน้าและเพื่อนก็ทัดทานไม่ให้ไป

คำพูดหลายๆคำของท่านๆ เป็นจริง

พี่เขาว่า "เธอหนะ วู่วาม" ออกไปก็เป๋ ในที่นี่หมายความว่า

ฉันเองออกไปก็ไม่รู้จะมุ่งไปทางไหน

ความเป็นจริงก็คือ ฉันจิตหวั่นไหวพร่าไปหมด

ออกมาแล้ว ก็ยังจิตตกว่า เอ กูจะไปทำไรวะ

ทั้งที่ก่อนจะทำ คิดเสียดิบดี

บางทีคนเรามันก็เป็นเสียอย่างนี้ บางทีก็นึกคิด

เอ้ะ กูไม่น่าทำอย่างนี้เลยหนา ตอนนั้นออกเพราะอะไรนะ

...

แต่วันคืนกำลังคลืบคลานผ่านพ้นไป มีคำบางคำที่ว่า

คิดไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ก็คงไม่ได้กลับไปทำงาน

พี่หมีพูดถูกที่ว่าคิดแล้วได้อะไร แต่ฉันนี่สิ หยุดคิดได้ยาก

..

วันนี้ได้ย้อนกลับไปที่ทำงานอีกครั้ง สามวัน นี่นานอยู่

เหมือนเป็นที่ๆไม่ได้มามานาน

ไปงานแต่งงานของพี่ที่ทำงาน เหมือนก็ได้เจอพวกพี่ๆเป็นครั้งสุดท้าย

รอยยิ้มทั้งหมด ฉันก็มีความสุข

นั่งรถกลับพลางนึกถึงหน้าพวกพี่ๆ(โดยเฉพาะพี่อ่ำเจ้าของบริษัท)

คิดแล้วก็ยิ้มกับตัวเอง ว่า

เออ ตอนนี้ถึงไม่อยู่ที่นี่ แต่อะไรมันก็ย้อนกลับไปไม่ได้

จะนึกเสียใจไปก็ใช่เหตุ คิดเสียว่า ดีซะอีก ได้มารู้จักกัน

คนเราเกิดมาเพียงพานพบหน้า ได้ทำบางอย่างร่วมกัน

...

ชีวิตพวกเขาก็ต้องเดินต่อไป ฉันก็จักต้องเดินต่อไป

ฉันก็ตั้งใจจะเดินต่อไป

(แม้ว่าจะกำลังจะหลงๆ แต่กำลังควบคุมให้ตัวเองมีสมาธิมากที่สุด)

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง แต่มีคนบอกว่า "เธอหนะเก่ง"

จะมั่นใจสักครั้ง ภูมิใจกับตัวเองบ้าง

เพราะพี่อ่ำบอกว่า

"ถ้าเราชอบเราต้องทุ่มเทให้กับมัน อย่างจริงจัง"

...

หนูจะจำไว้เยอะๆคะพี่

 

emn

(ป.ล. แม้ว่าการเขียนเป็นพรืดอย่างนี้จะอ่านยาก แต่อยากให้ความรู้สึกถึงการพร่ำบ่น เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ)

 

 

เมื่อสายโทรศัพท์ตัดลง ฉันน้ำตาซึม ความเศร้าถาโถมแบบไร้ร่องรอยสาเหตุ ฉันเกลียดการบอกลา แม้ว่า มันจะมีเหตุผลของมัน เราไม่ได้ลากันตลอดไป หากแต่ลากันแค่เพียงในขณะนี้ ยามที่ฟ้ามืด กบร้องงึมงำ อากาศเย็นกว่าทุกคืนที่ผ่านๆมา เนื่องจากสายฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาตลอดทั้งวัน วันนี้มันช่างมืดครึ้ม ฉันรู้สึกเหงา คืนทั้งคืนเป็นของฉันคนเดียว และเป็นมาหลายคืน ฉันทุกข์ทนกับการมีอยู่ของฉันในยามค่ำคืน ยามที่สรรพสัตว์ทั้งหลายหลับใหล ผู้คนฝังตัวในฝัน ตาปิดสนิท หัวใจเต้นช้า ร่างกายนิ่งไม่ไหวติง แต่หน้าอกกระเพื่อมน้อยๆ ด้วยว่ายังมีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะอย่างช้าๆอยู่นั่นเอง ฉันตาเบิกโพลงในทางตรงกันข้าม เบิกกว้าง ไม่มีทีท่าว่าจะปิดลงอย่างง่ายดาย ไม่มีทีท่าว่า จะหยุดพักร่างกายลง ยามที่ผู้อื่นหลับ ฉันกลับตื่น ทุกวันนี้ฉันเงียบเหงาเศร้าซึม เพราะเธอที่เคยอยู่เป็นเพื่อนฉันทุกโมงยาม ยามเมื่อฉันไม่สามารถข่มตาหลับ หรือยามที่ฉันทุกข์ระทมกับฝันร้าย ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น ดวงตาเบิกกว้างเฉกเช่นเดียวกันฉัน ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของเธอในยามค่ำคืน

 

หากแต่ตอนนี้ เธอหาได้อยู่เป็นเพื่อนฉันในยามวิกาล เป็นฉันเองที่รู้สึกว่า บางทีเธอใช้เวลาในยามวิกาลมากเกินไป เธอนอนกลางวันและตื่นยามกลางคืน ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันขาดเธอในยามกลางวันอยู่ดี เธอรับฟังฉัน ตอนนี้เธอนอนอย่างเป็นปกติ จึงมีแต่ฉัน ซึ่งอยู่ในค่ำคืนนี้ มันมิใช่ความผิดของเธอ หากแต่ก็มิใช่ความผิดของฉัน ฉันขอโยนความผิดให้กับความคิดถึงซึ่งปรากฏมาจากส่วนไหนของฉันสักแห่ง เป็นความผิดของความคิดถึง ที่สร้างความทรมานแก่ฉัน สร้างความทุกข์ทนในรูปแบบแปลกประหลาด ฉันใฝ่หาเธอ ถึงอย่างนั้น ฉันทราบดีว่า มนุษย์เราทุกผู้ทุกคน ย่อมมีส่วนที่เป็นชีวิตของตนเอง ฉันไม่สามารถอยู่กับเธอได้ตลอดเวลา เหมือนกันเธอที่บางทีก็ต้องมีเวลาที่ต้องใช้ไปกับชีวิตส่วนอื่นๆบ้าง ฉันเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอ แม้ว่าฉันจะพยายามพอ พยายามหยุดความคิดถึง หยุดเพื่อใช้เวลาอยู่กับตนเองเสียบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่คนเราบางทีก็แค่รู้ แต่มิอาจทำให้ลุล่วงไปได้

 

หลายปีมาแล้ว ช่วงเวลายามกลางคืนเป็นช่วงที่เงียบสงัด บางทีฉันใช้เวลากับมัน กับความเงียบ ฉันมิได้ฟังดนตรี แม้ว่าจะมีผู้คนบอกว่า มันช่วยคลายความเหงา แต่สำหรับฉัน มันจำเป็นต่อเมื่อ บางทีฉันอยากจะใช้ค่ำคืนนั้นเพื่อการร้องไห้ ระบายความอัดอั้นใจออกมา บางทีฉันนอนฟังเพลง มองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามจะเห็นดาว แต่บ่อยครั้ง ฉันไม่ได้ใส่แว่น ภาพที่ฉันเห็นเป็นภาพเบลอ มันคงเป็นดาว เป็นดาวในใจฉันมากกว่า ความสงบในใจเกิดขึ้น เกิดขึ้นในบางคราวที่ฉันร้องไห้จนหมด นั่นเป็นช่วงที่ยากลำบาก นั่นก็เป็นเพราะตลอดเวลานานหลายปี ฉันใช้เวลากลางคืนกับการมีเพื่อนคุยสักคน บางทีเป็นคนที่ฉันรัก บางทีเป็นเพื่อน หรือบางทีแค่คนคลายเหงา ฉันมิอาจขาดเพื่อนยามค่ำคืนเหล่านั้น แต่เมื่อมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ทุกอย่างเหมือนกับหยุดลง คล้ายกับจะบอกกับฉันกลายๆว่า แก เอ๋ย แกต้องหัดใช้ค่ำคืนนี้ด้วยตัวของแกเองหนา หลายคนอาจคิดว่า เหตุใดฉันไม่แก้ปัญหาด้วยการนอนไปเสียก็จบเรื่องแล้ว ก็เพราะฉันไม่อาจนอนได้นั่นนะซี ถึงนอนหลับได้ก็ตื่นขึ้นมากลางดึก เผชิญกับความกลัวและไม่อาจข่มตาหลับได้อีก

 

ในค่ำคืนบางคราว ฉันพบกับฝันร้าย บางคราวพบกับฝันที่เวียนไปเวียนมามิรู้จบ สับสนวุ่นวายราวกับจิตใจของฉัน ฉันนึกอิจฉาในเพื่อนฉัน ที่เพียงแค่หลับตาลงตื่นมาก็เป็นวันใหม่เปลี่ยนผันมาแล้ว หลับลึกเสียจริง ฉันว่าหากฉันได้หลับลึกบ้างเสียคงก็ดี คนเราจะสามารถบังคับจิตได้ไหม ดวงตาของฉันคงกลอกไปกลอกมายามหลับ เพราะฉันเคยอ่านพบมาบ้าง มันคงน่ากลัวพิลึก หากฉันได้เพ่งมองกายฉันยามหลับ

 

ฉันเพ่งมองนาฬิกาบอกเวลา ห้าทุ่ม สิบสี่นาที ฉันรู้สึกเหมือนว่าเข็มวินาทีมันเดินอยู่ หากแต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ฉันมองนาฬิกา มันก็จะบอกเวลาเดิมเสมอ เพราะว่านาฬิกาไม่ได้เดินมานานแล้ว ถ้าเพียงแต่ฉัน เอาถ่านมาใส่มัน มันคงจะเดินได้เหมือนเดิม ห้องฉันจึงไร้กาลเวลา ในตอนที่ฉันไม่อยากรับรู้เวลาจริงๆ ฉันไม่ชอบเสียงเข็มนาฬิกาเอาเสียเลย มันทำให้ฉันนอนไม่หลับทุกครั้งเวลาตื่นมากลางดึก มันวังเวง ไม่มีจุดจบ ไม่มีจุดสิ้น เข็มนาฬิกาวนไป เหมือนกันรออะไรสักอย่างจะเกิดขึ้น และฉันมักนึกถึงอะไรที่มันลึกลับอยู่เสมอๆ นั่นก็เป็นที่มาหนึ่งของความกลัว

 

ความจริงฉันไม่ควรเหงาเลย หากฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ ว่าแท้จริงแล้วเธอยังอยู่ข้างฉัน การหลับการตื่นหากได้สำคัญ หากฉันรับรู้ความรัก สัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ว่าแท้จริงแล้ว มันมากมาย มากมายกว่ากลางวันกลางคืน มากมายกว่าเพียงแค่พูดจากัน หากฉันรักษาและรับรู้มันได้ ฉันคงจะไม่เหงา เพราะความเหงาบางทีก็เกิดจาก จิต ของฉัน เองเสียทั้งนั้น ฉันพยายามอย่างสุดใจ แต่เธอต้องเข้าใจฉันเสียก่อนว่า กำแพงความเหงาของฉันมันสูงเหลือเกิน แล้วมันก็สูงขึ้นทุกนาทีที่ฉันเริ่มรู้สึกเหงา เมื่อยามห่างจากเธอแล้ว ฉันรู้สึกคล้ายถูกตัดขาด ฉันอาจบอบบางอ่อนไหวมากเกินไป แม้มีความรักเท่าไร อาจจะช่วยให้ฉันดีขึ้น แต่บางทีที่ฉันเป็นเหมือนเดิม ก็อย่าได้กังวล เพราะบางทีมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฉัน ฉัน ฉัน และฉัน ผู้ซึ่งจิตใจแตกพร่า ช่างวิตกกังวล ช่างหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นฉัน ที่ห่วงหาอาทร เธอที่สุดในยามนี้ และรักเธออย่างที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะรู้สึกได้ ทั้งในยามวิกาล ยามเที่ยงวัน ยามที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือยามที่เธอเคียงข้างฉัน  เขาว่าบางทีกลางคืน คนเรามักพูดอะไรเพ้อเจ้อ ฉันอาจกำลังพร่ำเพ้ออะไรอยู่ การที่พร่ำบอกว่า รักใครสักคน มันช่างดูน้ำเน่า แต่ฉันก็อยากจะบอก เพราะบางทีอาจช่วยให้ฉันข่มตาลงหลับได้

 

แม้ในยามเธอหลับตา เธอจะฝันถึงฉันสักห้วงเวลาไหม

เพราะว่าฉันนั้น คิดถึงเธอเหลือเกิน

*

มีบางคราวที่รู้สึกว่าอยู่ในที่ๆ ไม่ควรอยู่

เออ มาทำอะไรที่นี่วะ

มันไม่ใช่ ความสุข และไม่มีวัน เป็นความสุขที่แท้จริง

ทุกสิ่งฉาบฉวย เปลือกนอก

ฉันเคยคิด อยากหาความสุข

แต่มันคงเป็นความสุขที่ไร้จีรังยั่งยืน

เป็นครั้งแรกที่รู้สึกว่า เหล่าอบายมุขทั้ง หลาย บางทีมันแค่เปลือกจริงๆ

.

บางคราวชีวิตเหมือนจะมุ่งหน้าไปในทางที่ดี

แต่ฉันกลับติดอยู่ในหลุมแคบๆ ที่ฉันสร้างขึ้นเอง

ซึ่งไม่ว่าเธอจะฉุดรั้ง ทำเพื่อฉันเท่าไร

"ไม่ทำให้เธอดีขึ้นเลยใช่ไหม" เธอกล่าว

มันไม่ใช่อย่างนั้นหรอก

ฉันอยากมีชีวิตอยู่ต่อไป ก็เพราะเธอ

.

ชีวิตฉันจมปลัก เหน็ดเหนื่อย

ประชดตัวเองไปเพื่อสิ่งใด เธอถาม

ฉันตอบไม่ได้ มันเป็นสิ่งที่ไร้จุดประสงค์แน่ชัด

แต่ฉันพอใจ

เมื่อคนเราพอใจแล้ว ก็คงหยุดสิ่งนั้นไม่ได้

พอใจที่จะทำให้ตัวเองเศร้า

ทำไมหนอ

ฉันเกิดมาเพื่ออยู่ในที่นี้หรือ

โศกเศร้า

.

out of places

แต่

ฉันพยายามอย่างยิ่งยวด

ที่จะเดินต่อไป

ช่วยฉันด้วยนะเธอ

.

 

 

*

การที่คนเราต้องเหนื่อยกับเรื่องบางเรื่อง ที่ไม่ควรจะนำมาคิด

หรืออย่างน้อย บางคนก็บอกให้อย่าเก็บมาเป็นอารมณ์

.

มันคัน มันเหนื่อย

กับการที่....... มีความคิดที่คับแคบและน่ารังเกียจ

แต่แน่นอน การที่เราพูดอยู่นี้มันคงจะผิดบาป(ตามระบบคิดของคนบางคน)

ไม่มีใครรู้ ไม่มีใครเข้าใจ ว่าต้องทนมานานเท่าไร

คนที่ตัดสินคนอื่นทั้งที่ยังไม่เคยได้พูดกันสักคำ

คิดเผื่อแทนอนาคตไปไกลทั้งที่มันยังมาไม่ถึง

กลุ้มอกกลุ้มใจ

แท้จริงแล้วเป็นคนไม่ได้ห่วงใครหรอก แต่คือตนเองต่างหาก

กลัวว่าจะต้องขายหน้าปี้ปคลุมหัว นินทาจนตายห่า

น่าหวั่นสงสารว่ามันคือผลจากระบบสังคมอันน่ารังเกียจ

สังคมไทย ที่ฟั่นเฟือนน่าเบื่อ

ฉันมันพวกสุขนิยม คิดแต่จะหาความสุข มันก็เป็นอย่างนั้นแหละ

คิดมากก็ปวดหัวปล่าวๆ ฉันไม่สนว่ามันจะผิดจะถูก

ไม่มีใครในโลกตัดสินได้เช่นกัน

ไม่ใช่พวกมือถือสากปากถือศีล 

ฉันอาจเป็น 

มนุษย์โง่ๆ ที่คิดว่าตัวเองมีเสรีภาพ เสียเต็มประดา แต่สุดท้ายก็ติดเหง็กอยู่ที่เดิม 

มันคืออะไรวะ

.

ฉันหดหู่ แปลกแยก พยายามอย่างที่สุดเท่าที่จะมีชีวิตอยู่

มีคนบอกว่า ฉันเก็บมาคิดเกินไป

แต่ถ้าโดนกรอกหูอยู่ทุกวัน

จิตวิญญาณฉันกำลังถูกทำลาย มันถูกกัดกร่อน บ่อนแทะ

ฉันเหนื่อย ฉันเบื่อ

ทนกับการมีชีวิตอยู่มานาน

บ้านเหมือนนรก ไม่ใช่ แต่ก็คล้ายคลึง

คนที่อยู่ในบ้าน ฉันเป็นคนแปลกหน้าสำหรับเขา

.

ฉันอารมณ์ร้าย ควบคุมอารมณ์ไม่ได้

ฉันกำลังใกล้บ้า

ฉันประสาท

นั่นแหละสิ่งที่เป็น

.

คนเรา ถ้าชีวิตปราศจากความรื่นรมณ์แล้ว มันจะเหลืออะไร

ถ้าชีวิตแห้งเหือด เดียวดาย

มีความหมายอะไร

ไม่ได้หมายความว่า ฉันไม่คุ้นเคยกับการทนทุกข์

ฉันชอบมันเสียอีก มันคือการทรมานตัวเอง

แต่ฉันก็อยากมีความสุข อย่างน้อยก็ที่ฉันเลือก

.

ฉันไม่รู้ว่าฉันเป็นอะไร

กลัวว่าถ้าวันหนึ่ง ฉันตื่นมาเป็นอีกคน เราคงจะไม่ได้พบกัน

 

 

 

*

คงไม่ได้ฝันไปจริงๆนั่นแหละ นี่ไงรูปถ่ายมา ฉันแหงนหน้ามองสะพานพระราม 8

.

วันนี้เธอมาหา เอาซีดีมาให้หลายแผ่น ฉันก็เอาหนัง หนังสือ และซีดีเอามาให้ด้วย

.

ไปกินข้าว เล่นเกมกีต้าร์ฮีโร่แปปนึง

.

.

แล้วก็ไป แถวท่าพระอาทิตย์กัน

นั่งชิวกัน คุยกันนู่นนี่นั่นโน่น

.

ไปกินเค้กกันที่ร้านอร่อย ที่เธอย้ำนัก ย้ำหนา

เรากินไรกันน้า

เค้ก white chocolateอะไรสักอย่าง blue berry cheeze cake

อร่อยมากมาย

ขอบคุณที่ป้อนให้ด้วย

.

ในเค้กมันต้องมีอะไรแน่เลย ถึงทำให้พวกเราเป็นอะไรบ้าๆบอๆขนาดนี้ว่าม่ะ

.

แล้วก็กลับไปนั่งแถวริมน้ำ

สะพานพระราม8 ตอนกลางคืนสวยงามดี

บรรยากาศดี

ดีมาก

เหมือนที่เธอชอบบอกว่า รู้สึกดี

.

ฉันรู้สึกดีตอนที่เธอร้องเพลงให้ฟัง แบบที่เธอชอบทำ

.

เรานั่งกันอยู่ตรงนั้น เหมือนว่าเราอาจจะฝันไป

.

.

.

แล้วเราก็ไป สะพานพระราม8 กัน

ฉันไม่เคยขึ้นไปเลย ก็เหมือนที่ฉันไม่เคยมาท่าพระอาทิตย์ไง

.

.

เดินไปไกลจนปวดขา ถึงสะพานพระราม 8

เดินขึ้นไป

.

อากาศดี เหมือนความรู้สึกของฉัน ลมพัดเย็น

รู้สึกแปลก ที่เธอขอจับมือฉัน

.

เราจับมือกัน นั่นอาจเป็นจุดพลิกผันของทุกอย่าง

จับมือฉันเสียแน่น

.

.

ได้แต่ยิ้มนั่นแหละ

.

ข้ามมาเดินอีกข้าง

จับมือ คุยกัน มองแม่น้ำเจ้าพระยา

มองไปอีกทางเห็นฟ้าแลบด้วย

.

.

ความรู้สึกมากมายเหลือเกิน

.

รู้สึกบ้าๆบอๆ เลยชวนเธอเต้น อยู่ตรงนั้น ริมสะพานพระราม 8

เธอก็เต้นด้วย (บ้าจี้เนอะ) ร้องเพลง พรหมลิขิต (แต่ต้องเป็นเวอร์ชั่นพี่โป้ โยคีนะ)

บ้าไปแล้ว

อยากจะตะโกนว่า เฮ้ย บ้าไปแล้ว

.

รู้สึกดีเกินไปแล้ว

ดีใจที่ยังมีชีวิตอยู่จนถึงวันนี้ ได้มีวันแบบนี้

.

ฉันอยากให้เธอไปด้วยกันกับฉัน

เราจะลองดู

.

วันนี้ ฉัน ไม่โสด อีกแล้ว หล่ะ

.

.

เธอบอก ฉันหลายครั้งว่า ขอบคุณ

ฉันอยากบอกตอนนี้เหมือนกัน ว่า ขอบคุณ

.

ขอบคุณ exteen ไม่งั้นคงไม่เจอกัน

ขอบคุณ ปลา Blastnest

.

ขอบคุณชีวิต

และเสียงเพลง

และที่ขาดไม่ได้

เธอ soundsyndrome

.

จะไม่ปล่อยมือเหมือนกัน

.

วันนี้วันที่ 1 ก.ย. เหมาะดีสำหรับการเริ่มต้นของฉัน

.



มนุษย์หิน dot em
View full profile