life-learn

*

วันนี้หลังจากตื่นสาย เพราะกายมันไม่อยากจะลุก อาบน้ำอาบท่า

ใช้ไหมขัดฟันแล้วเลือดกบปาก

ส่งกระจกดูหน้าตัวเอง

"หน้าผากลอกแฮะ" ฉันคิด

จึงไปหยิบครีม ที่ไม่ได้ทามานานมาก (ไม่รู้ด้วยนะว่าเสียหรือยัง)

ที่เป็นของฝากจากเพื่อน เรียกกันว่า ครีมรกแกะ แค่ชื่อก็ดูขนลุก

อย่างน้อยมันก็คงทำให้หน้าไม่แห้งขึ้นนิดนึง

ก็เลยเอามาทาทั่วหน้า

ในจังหวะที่เปิดผมหน้าม้าเพื่อทาครีมนั้น ฉันสังเกตเห็น แผลๆหนึ่ง

เป็นแผลที่ไม่ได้เห็นมานาน คงเป็นเพราะฉันไว้หน้าม้ามานานมากหลายปีดีดัก

หรือเพราะฉันไม่ได้สังเกตมันเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นั่นคือ แผลเป็นจากการเป็นอีสุกอีใสเมื่อครั้งยังสมัยประถม

แผลนั้นก็ชัดเอาการ ตรงกลางหน้าผากพอดี เหมือนแฮรี่ พอตเตอร์

ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเรามีแผลนี้จริงๆนะ

แปลกใจที่ลืมไปแล้ว อาจเป็นเพราะตอนเวลาส่องกระจกหลังอาบน้ำ ฉันมักไม่ใส่แว่น

อะไรมันก็ลางๆเลือนๆ ไม่ได้สังเกตอะไร

*

เหตุผลสำหรับหน้าม้า นอกจากปิดหน้าผากเถิกแล้ว อีกข้อนึงก็คงเป็นปิดแผลเป็นหล่ะกระมัง

ฉันนึกไม่ถึง หรือฉันอาจไม่เคยคิด แต่หน้าม้าก็ปิดบังได้อย่างแนบเนียน

จนกลายเป็นแผลที่ลบจากความทรงจำ

แต่มันคงอยู่ตรงนั้นเสมอ

เหมือนความทรงจำที่ถูกฝังไว้อย่างแนบเนียน

แต่หากเมื่อวันใด เราเกิดบังเอิญเห็นมัน ตะกายขึ้นมาจากหลุมความทรงจำ

เมื่อนั้นเราอาจตระหนก หรือแปลกใจ หรืออาจแค่เฉยๆ

เพราะว่าเราได้ลืมมันไปเสียแล้ว เวลาที่ทำให้เราได้ชินชากับเรื่องมากมาย

เวลาที่ทำให้ลืมแผลเป็น ที่แม้ว่าเราจะปกปิดอย่างไร มันก็ยังอยู่ตรงนั้น

หากเป็นเรื่องเจ็บปวด ความเจ็บหายไปแต่มันยังอยู่ที่นั่นเสมอ

จนกว่าเราจะเห็นไม่ร้ายแรงอะไรนัก

...

แต่สำหรับสิ่งนี้ แค่แผลเป็นเก่าๆ ที่ถูกหน้าม้าปิดเสียมิด

จนลืมไปเลย

 

*

ผีเสื้อบินผ่านเด็ดดม ชื่นชมดอกไม้

หลากหลายนานาพันธุ์

ละลานตาสีสันสวยงาม

แต่ว่าเธอจะเลือกดอกไหน

ดอกบานใหญ่หรือกลิ่นหอม

เธอไม่มีทางรู้กว่าจะได้ลอง

ลองแล้วถึงรู้ ประจักษ์ก้องในวิญญา

ผีเสื้อเธอนึกเสียดาย ดอกไม้อื่น

ที่แมลงผึ้งต่างชมชื่นดมดอม

อยากให้ตนได้อยู่แห่งนั้น

ดอกไม้ที่พลาดไป

นึกเสียดาย

เศร้าโศก

แต่ผีเสื้อเอ๋ย เธอได้เลือกแล้ว

แม้ว่าเธอจะมิได้อยู่ที่นั่น

แต่เธอเลือกหนทางแห่งที่จะไป

ชีวิตเล็กๆ บางทีก็จักต้องเลือก

เป็นเช่นนั้น

อย่าเสียใจเลยเธอ

บางทีคนเราก็แปลกมาก ที่คิดสับสนกับการทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ วกวนไม่รู้จบ

กับสิ่งที่ทำไปแล้ว แต่เรายังตัดใจคิดว่า เอ ถ้าเราไม่ทำอย่างนั้น

แต่นั่นแหละ เราก็ยังไม่รู้ว่ามันจะเป็นอย่างไรอยู่ดี

...

เมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ฉันลาออกจากงาน เป็นความคิดที่ปัจจุบันทันด่วน

หลายคน ทั้งหัวหน้าและเพื่อนก็ทัดทานไม่ให้ไป

คำพูดหลายๆคำของท่านๆ เป็นจริง

พี่เขาว่า "เธอหนะ วู่วาม" ออกไปก็เป๋ ในที่นี่หมายความว่า

ฉันเองออกไปก็ไม่รู้จะมุ่งไปทางไหน

ความเป็นจริงก็คือ ฉันจิตหวั่นไหวพร่าไปหมด

ออกมาแล้ว ก็ยังจิตตกว่า เอ กูจะไปทำไรวะ

ทั้งที่ก่อนจะทำ คิดเสียดิบดี

บางทีคนเรามันก็เป็นเสียอย่างนี้ บางทีก็นึกคิด

เอ้ะ กูไม่น่าทำอย่างนี้เลยหนา ตอนนั้นออกเพราะอะไรนะ

...

แต่วันคืนกำลังคลืบคลานผ่านพ้นไป มีคำบางคำที่ว่า

คิดไปแล้วได้อะไรขึ้นมา ก็คงไม่ได้กลับไปทำงาน

พี่หมีพูดถูกที่ว่าคิดแล้วได้อะไร แต่ฉันนี่สิ หยุดคิดได้ยาก

..

วันนี้ได้ย้อนกลับไปที่ทำงานอีกครั้ง สามวัน นี่นานอยู่

เหมือนเป็นที่ๆไม่ได้มามานาน

ไปงานแต่งงานของพี่ที่ทำงาน เหมือนก็ได้เจอพวกพี่ๆเป็นครั้งสุดท้าย

รอยยิ้มทั้งหมด ฉันก็มีความสุข

นั่งรถกลับพลางนึกถึงหน้าพวกพี่ๆ(โดยเฉพาะพี่อ่ำเจ้าของบริษัท)

คิดแล้วก็ยิ้มกับตัวเอง ว่า

เออ ตอนนี้ถึงไม่อยู่ที่นี่ แต่อะไรมันก็ย้อนกลับไปไม่ได้

จะนึกเสียใจไปก็ใช่เหตุ คิดเสียว่า ดีซะอีก ได้มารู้จักกัน

คนเราเกิดมาเพียงพานพบหน้า ได้ทำบางอย่างร่วมกัน

...

ชีวิตพวกเขาก็ต้องเดินต่อไป ฉันก็จักต้องเดินต่อไป

ฉันก็ตั้งใจจะเดินต่อไป

(แม้ว่าจะกำลังจะหลงๆ แต่กำลังควบคุมให้ตัวเองมีสมาธิมากที่สุด)

ฉันไม่เคยคิดว่าตัวเองเก่ง แต่มีคนบอกว่า "เธอหนะเก่ง"

จะมั่นใจสักครั้ง ภูมิใจกับตัวเองบ้าง

เพราะพี่อ่ำบอกว่า

"ถ้าเราชอบเราต้องทุ่มเทให้กับมัน อย่างจริงจัง"

...

หนูจะจำไว้เยอะๆคะพี่

 

emn

*

กอดกันหน่อยดีไหม

เมื่อมีเรื่องไม่สบายใจ มากอดกันเถอะ

เค้าว่ากันว่า คนเราก็เหมือนต้นไม้

การกอดก็เหมือนการรดน้ำ ที่ทำให้ชีวิตดำเนินต่อไป

แย่หน่อยที่เมืองไทยไม่ค่อยให้ความสำคัญกับการสัมผัส

.

การกอด

กอดกันในที่สาธารณะคงแปลก

ชายหญิงกอดกันก็ว่าไม่เหมาะ

.

จริงๆแล้วการกอดเป็นสิ่งที่ดีนะ

.

ถ้าใครเคยเห็นผู้หญิงตัวเล็กกอดกับผู้ชายตัวกลม

นั่นคงเป็นเรากับพี่หมีแหละ

.

ชีวิตคนเราไม่ช้าไม่นาน

กอดกันเถอะ

เติมเต็มคืนวันกันแหละกัน

ให้ความอบอุ่น

.

เติมพลังชีวิตให้แก่กัน

กอดกัน มันดี และมันฟรี

วิธีเพิ่มความสุขเล็กๆให้กัน

.

ให้หน้าหนาวนี้ไม่หนาวอีกแล้ว

.

 

ขอกอดทุกคนที่เข้ามาอ่าน

 

 

ต่อเนื่องจาก entry ที่แล้ว

 

 

*วันก่อนได้คุยกับหมีอัฐเรื่องนี้ อัฐบอกว่า


ถ้าคนเราไม่มีความสุขที่จะอยู่ ก็ควรมีสิทธิที่จะเลือกตาย  

ถ้าไม่มีความสุขในการมีชีวิตอยู่จะอยู่ไปทำไม

 

 

สำหรับฉันพอนึกถึงเรื่องตายๆก็ใจหายทุกครั้ง

บางคนเคยนึกอยากตาย แต่บางคนก็เลิกคิด

บางทีความตายอาจไม่ใช่การแก้ปัญหาทุกอย่าง

บางทีอาจเป็นแค่ทางหนีปัญหาที่คนมักทำกัน

นั่นทำให้มีหลายคนที่ตั้งใจจบชีวิตตัวเอง


ทั้งที่ความจริงแล้ว ชีวิตคนเรามันคงไม่ทุกข์ไปทั้งหมด


ฉันเองก็ใช่ว่าจะสุขมาตลอด ทุกข์หนักบ้าง


อยากจะหนีไปไกลๆ แต่ทำได้ก็แค่ร้องไห้


บางทีทนไม่ไหวจริงๆ

 

อัฐบอกว่า ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว


ฉันไม่ได้อยู่คนเดียวแล้ว

 

 ถึงอย่างไร ฉันเองก็ไม่เห็นด้วยกับเพลงนี้ 

 


ใครจะไปรู้ว่า คนเราที่ฆ่าตัวตายไปแล้ว เป็นอย่างไร


เขาจะได้สุขหรือ เขาจะมีทุกข์ แล้วเขาอยู่ที่ไหนกัน


โลกแห่งความตายเป็นอย่างไร ใครบ้างที่รู้

 

ชีวิตก็ยังมีค่า แม้สำหรับคนที่ไม่อยากจะอยู่


ถ้าไม่มีความสุขในการมีชีวิตอยู่จะอยู่ไปทำไม*


แล้วมันจริงอย่างนั้นหรือ
    
แต่ถ้ามีใครบางคนคิดอย่างนั้นแล้วต้องทำอย่างไร


มนุษย์ควรจะรักชีวิตตัวเองก่อนใช่ไหม


 

ฉันเองก็เคยหลงลืมไปเหมือนกันว่า ชีวิตตัวเองต้องรักตัวเองก่อน

 

เพราะเวลาที่โศกเศร้าความคิดอันดับแรกคือ


กูไร้ค่า ไม่มีความหมาย อยู่ไปทำไม


กูฝืนใจเพื่อการมีชีวิตอยู่เกินไปเหรอ


มันไม่ถูกเลย


แต่ยามนั้นเหมือนสมองจะปิดกั้นเราจากคนที่รัก


จากคนที่รักเรา


สมองปล่อยผ่านเรื่องราวเศร้าโศกพรั่งพรู


ความโศกเศร้าเกาะกลืนจิตใจ

 

*

 

 วันก่อนฉันทนไม่ไหวจริงๆ วิ่งออกไปนอกบ้านทั้งที่ฝนตกหนัก
อยากจะหนีไปไกลๆ ไปให้ไกลบ้าน ไกลแม่
เนื้อตัวมีเงินอยู่ไม่กี่บาท ไม่ได้หยิบมือถือไป
เดินตากฝนไปกลางซอย
ตั้งใจว่าจะไปเซเว่น คิดในใจว่าต้องมีโทรศัพท์แน่ๆ
อยากคุยกับอัฐมาก อยากบอกอะไรหลายอย่าง
ความทุกข์ใจที่เป็นอยู่

เหรียญบาทที่มี  5 เหรียญ ถูกตู้กินไป 2 เหรียญ
สุดท้ายโทรหาอัฐได้ แต่คุยได้แค่เสี้ยวนาที
ถึงอย่างนั้นก็ดีใจที่ได้โทร

เหรียญหมดฉันนั่งอยู่หน้าเซเว่น
หนาว และ ฝนตกหนัก


ในหัวคิดแต่เรื่องแห่งความเศร้า
ฉันนึกถึงพ่อ คิดถึงพ่อขึ้นมา คิดถึงคำว่าบ้านที่ไม่มีความหมาย
คิดถึงตอนที่เราเคยมีครอบครัว
คิดถึงพ่อที่เคยรักกัน แต่เขากลับหายไป
คิดถึงภาพพ่อตอนขับรถและคุยกับแม่ ส่วนฉันนั่งอยู่เบาะข้างหลัง
คิดถึงความพยายามมีชีวิตของฉันที่มันไร้ความหมาย
การศึกษาที่ร่ำเรียนมาเหนื่อยยาก

คิดถึงชีวิตที่พังครืนต่างกับตอนเด็กๆ
คิดถึงฉันสมัยมีรอยยิ้ม
หรือ ฉันแค่พยายามมีชีวิตอยู่

สมองฉันนึกอะไรไม่ออก หัวใจฉันร้องไห้เหมือนกับสายฝนที่ตกหนัก
และดูเหมือนมันจะไม่มีวันหยุด


ฉันนั่งอยู่หน้าเซเว่นนานเท่าไหร่ไม่รู้
มอเตอร์ไซค์แวะเวียนมาหลบฝน
มีชายคนหนึ่งขี่มอเตอร์ไซค์เข้ามา สักพักเขาจะขับออก
แต่รถเขาสตารถ์ไม่ติด เขาพยายามอยู่นาน
ตอนนี้เขาคิดอะไรอยู่นะ ฉันคิด
สุดท้ายเขาก็เข็นรถมอเตอร์ไซค์ออกไป
ฉันไม่สนใจ
นั่งอยู่หน้าเซเว่นอย่างนั้น
หัวใจเริ่มด้านชา คิดอะไรไม่ออก
แล้วแม่ก็ถือร่มมารับ ฉันไม่พูดอะไร
นิ่งเฉย และสงบนิ่ง

พอถึงบ้านเข้าห้อง ฉันคิดถึงอัฐ น้ำตาไหล
แต่เพราะหนาวเกินไป เลยอาบน้ำก่อน

น้ำร้อนกระทบร่างกาย เป็นความรู้สึกที่แปลก
ตัวฉันเย็น แต่น้ำมันร้อน
น้ำร้อนเหมือนจะทำให้ความเศร้าหนาวเย็นหายไปส่วนหนึ่ง
ร่างกายอุ่นขึ้น  จิตใจสงบขึ้น


เสร็จแล้วฉันมานอน โทรหาอัฐ
ขอโทษนะที่ทำให้เป็นห่วง ฉันว่าอย่างนั้น
เธอก็เศร้าบอกว่า กลัวว่าฉันจะไม่กลับมาแล้ว
นอกจากอัฐแล้ว ปลาอีกคนก็เป็นห่วง
ขอโทษที่ทำให้วุ่นวายกันไป

 

ชีวิตที่ไม่มีเงิน และมือถือ ก็แย่เหมือนกัน
ฝนก็ตกหนักและน้ำท่วมด้วย
ดีที่ไม่ล้มป่วยเสียก่อน คงเพราะกำลังใจดี
ต่อไปสัญญากับเธอว่าจะไม่ทำอีกแล้ว
แต่ความหุนหันผลันแล่น ของเราคงไม่หายไปง่ายๆ
ก็พยายามอยู่
ไม่อยากจะเศร้า แต่บางทีมันก็เป็นไปเอง
ขอบคุณอีกทีที่ยังอยู่ด้วยกัน

 

 

แปลกมากที่เรามีความสุขดี แต่บางทีก็มีเรื่องกลุ้มใจ
แต่เรื่องที่เอามาเขียน ก็ดันเป็นเรื่องเศร้าๆเสียนี่

แต่จริงๆแล้ว เราอินเลิฟนะ มากด้วยหล่ะ 555+
คงเป็นเพราะเรื่องสุขๆดี ชอบเก็บไว้ในใจคนเดียวหล่ะมั้ง
กลัวคนที่นี่จะเอียนกันซะก่อน

 

เจอเรากับหมีอัฐได้ที่งาน เปิดตัว exteen เวอร์ชั่นใหม่เน้อ
จะควงกันไปให้อิจฉากันเลยทีเดียว

 

ปล. Happy Birthday ปลา blastnest นะจ้ะ
มีความสุขมากๆหล่ะ จุ้บๆ

 

 

edit @ 22 Oct 2007 22:48:25 by only human*EM (happy*)



มนุษย์หิน dot em
View full profile