life-learn

ก่อนจะเริ่มขอเกริ่นว่า ตอนแรกกะว่าจะเขียนอะไรบ้าบอคอแตก แต่จากการอ่านแถลงการณ์แล้ว รู้สึกละอายใจเล็กน้อย แต่ที่แน่ๆ ไม่ comment คนอื่นมั่วแน่นอน (นั่นมันพวก . . . นี่ -นึกเอาเอง)

ข้าพเจ้าจะ

1. พยายามไม่เขียนไร้สาระ ไม่โปรโมทตัวเอง

2. ไม่เอ่ยปากบอกใครแม้แต่คำเดียว หึๆ

3. ไม่เอ่ยเรื่องเฉพาะเจาะจง

4. จำไว้ มันเป็นแค่บล็อก หึๆ

5. จะใช้คำให้ถูก เย้


1* ปล. เรื่องราวต่อไปนี้ไม่ได้ยั่วยุแต่อย่างใด แต่อยากกระตุ้นให้คิด

หึๆ ไม่รู้นึกอย่างไร ไม่รู้นึกอะไรอยู่ หลังจากดูการ์ตูนโป้ (ไม่ได้ขำแต่ดูจริงๆ)

นึกขึ้นมาว่า จะมีสักกี่คนที่นั่งดูแบบเรา แต่เรื่องนี้ไม่ใช่สาระสำคัญแน่นอน

แค่กำลังคิดอยู่ว่า มีสักกี่คนที่เปิดเผยตัวตนให้คนอื่นรู้หมด ไม่ว่าอย่างไรเราไม่มีทางบอกคนอื่นหมดแน่

ทุกคนก็มีอดีตทั้งนั้น (แน่อยู่แล้ว)

ทุกคนสวมหน้ากากเหรอ (แน่นอน)

ฉันคงมองโลกในแง่ร้ายไป แต่เพราะผ่านอะไรมามาก

นั่งดูคนที่ไม่รู้อะไรเลย วันหนึ่งต้องไปเผชิญกับสิ่งที่น่ากลัว อาจจะต้องล้มไป

รู้อะไรบ้าง ดีกว่าไม่รู้เลย

คุณเคยเห็นคนที่รับมันไม่ได้หรือป่าว ของพวกนี่นะ คุณคิดว่าเค้าไม่ดูเหรอ

คิดแล้วเหมือนเรื่องจัน ดารา คนเรามันก็มือถือสากปากถือศีล

เรื่องแบบนี้เป็นด้านมืดของสังคมหรือเปล่า ? มีอะไรตั้งหลายอย่างที่มันมืดหนะ

คนเรานี่ช่างไม่ยอมรับความจริงกันเสียเลยนะ มันอยู่กับเราทุกที่นั่นแหละเรื่องแบบนี้ คุณทำเหมือนสกปรกเต็มประดา (อาจจะใช่)

ประเทศญี่ปุ่น บ้านเมืองเค้าเจริญดีนะ แต่เป็นประเทศที่มีการ์ตูนโป้มาก (เถื่อนมากอีกด้วย) ทำไมกัน นอกจากนี้มันยังเส้นสวยอีกต่างหาก (บางเรื่อง)

ที่พูดมาไม่ได้หมายความว่า มันเป็นเรื่องถูกต้องหรอกนะ แต่มันก็ไม่ได้ผิด

คุณคิดว่า ของพวกนี้ทำให้เกิดความรุนแรง รึเปล่า รู้ได้อย่างไร

*การดูสื่อลามกนำมาซึ่งพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่น หรือ วัยรุ่นมีพฤติกรรมแล้วไปดูสื่อ

น่าคิดนะ อะไรเป็นเหตุเป็นผลกัน เหมือนกับเรื่องความรุนแรงนั่นหละ

เด็กเล่นเกมที่มีความรุนแรงแล้วไปทำพฤติกรรมรุนแรง หรือรุนแรงอยู่แล้วเลยต้องไปเล่นเกมรุนแรงเหรอ

เค้าทำวิจัยกันก็แล้ว ถึงจะควบคุมปัจจัยหลายๆด้าน ยังพิสูจน์ไม่ได้

อ่อ สำหรับคุณมันแย่หรือเปล่า สำหรับฉันอย่างไรก็คิดว่า เป็นเรื่องที่มนุษย์อย่างเราๆหนีไม่พ้นหรอก

จะหลีกเลี่ยง หลีกหนีเรื่องพรรค์นี้ ไม่มีทางหรอก อย่าได้หลบเลย

ยอมรับความจริงกันเถอะ

we are only human จริงมั้ย

แค่เอาตัวเองให้รอด ชีวิตก็หรูสุดแล้ว


edit @ 2006/10/12 17:10:51

* ไม่นานเกินจะคิดออก สิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า blog (บล็อก) หรือ myspace หรืออะไรก็แล้วแต่ เกิดขึ้นมามากมายจนไม่รู้ตัว หรือไม่ได้สังเกต แต่ความจริงมันมีมานานแล้ว เช่นของ storythai

แล้วแต่ก่อนนั้นจะเบื่อมาก เวลาคนขอให้ คอมเม้นท์ให้หน่อยสิ (ซึ่งก็ไม่ได้ทำอยู่ดี จะให้คอมเม้นไหรหล่ะ) เล่าเรื่องไปเที่ยว คนดูอย่างพวกเราๆ จะคอมเม้นว่าไง หึๆ

แต่ไม่เชื่ออย่าลบหลู่ไอสิ่งที่เรียกว่า blog มันมีมนต์ขลังจริงๆ ถึงขนาดใครมีมันแล้ว ต้องเป็นแบบนี้ทีเดียว ซึ่งเคยเกิดขึ้นเหมือนกัน ตอนมีกับเค้าใหม่ๆ เขียนนู่นเขียนนี่ สักพักก็เบื่อ (แถมไม่ว่าง) ขอให้คนอื่นไปดู รู้ว่าคนรำคาญแต่อดไม่ได้จริงๆ (หายแล้ว ดีใจจริงๆ)

แม้ว่า อินเตอร์เน็ตจะเป็นที่ที่เราสามารถทำอะไร ก็ได้ระบายความคิดอะไรลงไป จนอะไรก็ online หมด แม้แต่การเขียนไดอารี่ เรื่องส่วนตัว แต่ถามว่า...เขียนให้ตัวเองจริงหรือ หรือว่าให้คนอื่นอ่าน หมายมั่นปั้นมือให้นั่นเป็น image self ของตัวเองหรือเปล่า

ซึ่งก็คงแปลกดีที่เวลาเราเขียนอะไรแล้ว มันไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด หรือไม่ได้เป็นที่รู้สึกจริงๆ เขียนเพราะอยากให้คนบางคนมาอ่าน (ขอนับเฉพาะเรื่องส่วนตัวนะ ส่วนเรื่องราวมีประโยชน์ยังไงก็อยากให้คนอ่านอยู่แล้ว)

แสแสร้ง แม้แต่ในเน็ต อาจไม่น่าเชื่อ แต่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ (อาจมีคนไม่เห็นด้วย แต่ยังไงก็ไม่สนอยู่แล้ว) เรื่องมันแย่ตรงที่ว่า สมัยนี้จะมองคนออกก็แสนจะยาก เชื่อถืออะไรไม่ได้เลย บางทีอาจต้องอาศัยความรูสึกเอา ใครมาดี มาร้าย แต่อย่างว่า คนเรารู้หน้าไม่รู้ใจ

ตัวตนประดิษฐ์ คือ อะไร คนที่อยากเป็น คนที่อยากให้คนอื่นเห็นว่าเป็นอย่างนั้น ทำนู่นทำนี่ โห สวยหรูโคตร มีรูปภาพแสนน่ารัก ทำหน้ารวมปากเข้าด้วยกัน หึๆ หรือแม้แต่การเล่นเวปบอร์ด (ไม่ได้บอกว่ามันไม่ดี)

ความจริงแล้วเป็นสิ่งที่ยังพอรับได้ เพราะมนุษย์เราเป็นสัตว์สังคม อยากมีตัวตนอยู่ที่ไหนสักที (ในเน็ตก็ยังดี) ก็เลยเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นมา

บางคนอาจจะเป็น บางคนอาจไม่เป็น ถ้าเป็นก็รู้เอง หึๆ

ว่าแล้ว สิ่งที่เรียกว่า blog มันมีข้อดีหลายอย่าง ส่งงานอาจารย์ก็ได้(ล้ำสมัยจริงๆ) เป็นศูนย์รวมของคนที่คิดอะไรเหมือนกัน อืม....

ถ้าใช่มันให้ถูกก็คงจะดี อย่างภาษาปะกิตที่ว่า express yourself แสดงจุดยืนของตัวเอง

ไม่ใช่ การโปรโมทตัวเอง หรือบล็อกของตัวเอง อืม..ซึ่งคนจะทำคงไม่ผิดหรอกนะ ก็สิทธิ์ของคุณ ถ้าไม่ทำให้คนอื่นเค้ารำคาญใจหนะนะ ถ้าคุณมีอะไรดีๆ เค้าก็ไปดูเองนั่นแหละ (ว่าแล้ว บล็อกนี่คงจะร้างแน่ๆ หึๆ)

กระแสเรื่องบล็อก คงยังไม่ซาไปง่ายๆ ตัวตนในเน็ตยังคงมีอยู่ ใครบ้างหล่ะ ที่ไม่มี (ยกเว้นคนไม่เล่นเน็ตหล่ะนะ) เพื่อนเราเคยบอกว่า อย่างนี้มันหลบหนีโลกแห่งความจริงหรือเปล่า? อันนี้ก็แล้วแต่จะคิดนะ แต่คนเรามีเหตุผลของการมีตัวตน ไม่ว่าที่ใดก็ตาม

ขอเล่าเรื่องที่ เราเองพบมาแล้วงง ณ ที่เวปบอร์ดแห่งหนึ่ง ที่ซึ่งมีการให้คะแนนความดี และมีจำนวนเวปบอร์ดแสดง (ใครโพสต์มากน้อย จะเลื่อนกันเป็นลำดับขั้น) จึงเกิดการปั่นกระทู้กันขึ้นมา หึๆ จากนั้นตามฟอร์ม มีคนมาด่า แล้วก็ด่ากันไปด่ากันมา ไอเราไปอ่านแล้วก็คิด อะไรมันจะขนาดนั้น เด็กด่ากันหยาบเลยทีเดียว แต่ความจริงแล้ว ก็เห็นด้วยกันคนที่มาด่า เพราะมันเป็นบอร์ดแปะเพลง ไม่ใช่ให้มาคุยปั่นกระทู้ เปลืองที่ เปลีอง bandwidth เปล่าๆ แต่ตอนนี้ เราก็เลิกเข้าเวปบอร์ดแล้ว (เกิดความเฉื่อย)

บางอย่างที่สนุก แต่เคยเป็นหมือนกันมั้ยว่า ทำไปทำไม ว่ากันว่าบางทีมันก็เหมือนคิดได้ หรือปลง

อะไรก็แล้วแต่

เราเหมือนคนพูดไม่ได้รู้เรื่อง อาจจะจริง หึๆ

ใครอยากเถียงไรเชิญนะ


edit @ 2006/10/12 17:09:46

หึๆ เคยทิ้งใครหรือเปล่า หรือเคยโดนคนอื่นทิ้ง ชีวิตคนเรามันก็ตลกดีแท้

มีคนรักอยู่ดีๆ กลับทิ้งไปหาคนอื่น นึกเรื่องนี้ขึ้นมาได้เพราะว่า

เพื่อนผู้เคยอกหักมาเล่าให้ฟังแล้วผู้หญิงคนนั้นถูกทิ้งอีกแล้ว เป็นครั้งที่สอง หลังจากทิ้งเพื่อนเราไป (ฟังแล้วงงม่ะ) สรุปว่าสาวน้อยคนนี้แอบร้าย (แต่นั่นก็เป็นสิทธิ์ของเขา)และ ความซวยของผู้ชายที่ดีเกินไป (เซ็ง)

ว่าแล้วยังจำได้วันก่อน เพื่อนยังมาร้องไห้ให้ฟังอยู่เลย เวลามันผ่านไปเร็วจริงๆ แค่ เทอมเดียวก็รู้ผล

เอาเป็นว่า ก ร ร ม* มันตามทันจริงแน้ะ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ จากการคบหาเพื่อนหลายหลากพบว่า มันจริง

ความจริงตัวเองก็เคยประสบมาแล้ว

มีกิ้กเหรอ? หึๆ

ที่ทำอยู่ระวังให้ดี อย่าคิดว่าเวรกรรมมันตามไม่ทัน แต่ก็ตามที

บางทีอาจไม่ใช่เรื่องผิดอ่ะไร ถ้าคนเราจะทิ้งคนนั้นไปหาคนนี้

เหมือนชะนี โหนกิ่งไม้ไป กิ่งนู้นกิ่งนี้แล้วร้อง ผั ว ผั ว

คนนิ ไม่ใช่ชะนี

หลักการง่ายๆ ที่ง่ายยิ่งกว่าง่ายคือ

*คนเราทำอะไร ก็ได้รับผลอย่างนั้นแหละ*แล้วผลมันก็มาเหมือนทีเคยทำซะด้วย

ถ้าวันดีคืนดีเบื่อแฟนคนนี้แระ เจอคนใหม่ไปกับเค้าดีกว่า เย้ แฟนชั้นจะเป็นไง ช่างหัวมัน

ไม่นานหรอกก็โดนเหมือนกันเองแหละ

เพื่อนเราทุกคน ที่พฤติกรรมประมาณนี้ รับกรรมหมดแล้ว (เราด้วย)

กิ้ก มีแล้วสนุกดี แต่ระวังชีวิตมันจะยุ่งยาก แน้ะ

ทิ้งแฟนตัวเองไป ไปรอดก็ดี ไม่รอดก็ซวยไป ถึงวันหนึ่งก็ควรเรียนรู้ได้แล้ว ว่ามันไม่เวิร์ค ก็ควรจะพอหว่ะ

ความรักเหมือนเล่น russian rullet (ไม่รุเขียนถูกเปล่า) เร้าใจ แต่ ไม่ใครก็ใครที่ต้องตาย

มันก็เสี่ยงแบบนี้แหละ หึๆ ไม่สุขจนล้นใจ ก็เจ็บปวดปางตาย

ว่ากันว่าจะเสี่ยงอะไรสักอย่าง คงต้องดูดีๆกันหน่อย ไม่งั้นเจ็บตาย หึๆ


บ่นยังกะคนแก่นะเรา บางทีคนเราโตแล้วอาจจะคิดไรได้มากขึ้นก็ได้

เห็นเด็ก ม ปลายที่ over เหลือเกินกับไอความรักเนี้ยะ นู๋เอ้ย หนทางอีกยาวไกล

* ตอนนั้นเจอกับตาเพื่อนไปถ่ายหนังที่ ร ร สตรีล้วนแห่งหนึ่ง บังเอิญน้องที่เล่นเค้าทะเลาะกับแฟน

เราก็นั่งมองๆ นึกในใจ (แม่ง)อารมณ์รุนแรงจัง เด็กสมัยนี้ ทะเลาะกัน น้องเค้าก็ร้องไห้ เพื่อนอีกคนก็เอาโทรศัพท์ไปช่วยด่า - - - ไอเรานั่งฟังก็กำลังขำ มองหน้าเพื่อน เพื่อนส่งสายตาว่า (อะไรนักหนาหว่ะ)

ขำอยู่ดีๆ ป้าดดด น้องเค้าลงไป ชัก ชักจริงๆเลยอ่ะ น่ากลัวมากกก ปฐมพยาบาลกันยกใหญ่

เฮ้อ อะไรมันจะขนาดนั้น รักกันรุนแรงจริงๆ บางทีสมัยนั้น(ยังไม่นาน) เราอาจเคยเป็นป่าววะ

เคยรักใครชอบใคร เดี๋ยวมันก็ลืม

เชื่อเหอะ

สำหรับเราเวลา ได้ยินอะไรที่เกี่ยวกับเรื่องตายๆ อยากตายบ้างหล่ะ มีการฆ่าตัวตายบ้างหล่ะ

ความจริงแล้ว ความตายมันอยู่แค่เอื้อมจริงๆ

ตอนวันนั้น เกือบจะเดินไปตึกนั้นอยู่แล้ว แต่เลี้ยวไปเรียนอีกตึกหนึ่ง

ปรากฏว่า เพื่อนมาบอกว่า มีคนโดดตึกตาย

ไอเรานี้ก็ เฮ้ย นี่ถ้าเดินไป มีหวัง เห็นคาตา แล้วได้ข่าวว่า ตึกนั้น ต้องไปเรียน (ในวันอื่นๆ ชั้นนั้นอีกตะหาก) มีคนบอกว่า เพราะเป็นเรื่องความรัก

++ อ่ะไรเนี้ยะ เรียนมาแทบตาย เอ็นท์มาแทบตาย คนเค้าอยากมาเรียนแทบตาย แต่ไม่มีโอกาส

อยู่ๆก็จบชีวิตลงแบบนี้ ง่ายๆอย่างนี้

แต่ว่าใช่ว่าเราจะคิดว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระอะไรหรอกนะ เรื่องที่คนจะฆ่าตัวตายหนะ อยู่ในเหตุการณ์ด้วย

เป็นผู้ชาย ที่คิดว่าเรารู้จักดีที่สุด รักกันมาก แต่ยังไง ก็ต้องเลิกรา

แล้วสิ่งที่ไม่ควรเกิดก็เกิด มันบอกว่า อยากตาย บอกว่าจะยิงตัวตาย

เราก็ตกใจดิ ร้องไห้เสียใจกันใหญ่ (แต่วันนั้นก็ไม่ยิงตัวตาย)

สำหรับเราการที่คุยโทรศัพท์วันนั้น มันทั้งน่ากลัว แต่ก็ทำให้เรียนรู้อะไรหลายอย่าง

อย่างแรก ไม่มีใครหรอก ที่อยากเห็นคนที่อยู่ด้วยกันมา ตายจากกันไป เพราะความผูกพันนั้นแหละ

อย่างที่สอง เวลาใครจะฆ่าตัวตาย เราพยายามอย่างเต็มที่ ที่จะห้าม (ทั้งที่รู้ว่าบางทีอาจไม่ทำ)

ท้ายสุดแล้ว เขาฆ่าตัวตายจนได้ นี่แหละชายหนุ่มอนาคตของชาติ นักเรียนนายร้อย

ขอโทษทีต้องพูดแบบนี้ แต่เรานึกว่า จะเข้มแข็งเสียอีก อย่างที่บอก อะไรจะรักมากมายปานนั้น

ลองเดาสิเป็นไงต่อ

แต่เขาก็ไม่ตาย เขาฆ่าตัวตายสองครั้งด้วยการกินยาพาราเซตามอล เราเองก็ไม่เข้าใจ และเราเองกลายเป็นสาเหตุที่พ่อแม่เค้ามองว่าเราเป็นตัวการ

ถ้าอยากตายจริง คงยิงหัวตัวเองไปแล้ว

เราไม่อยากอยู่ เราไม่อยากให้ถึงวันนึงแล้วเราจะไม่รักเธอ เราคงเสียใจ

โธ่เอ้ยย วันนึงมันก็วันนี้แหละ ไม่รู้ว่าจะหัวเราะหรือร้องไห้ ที่ไอวันหนึ่งๆนี่แหละ

เขาก็ทิ้งชั้นไปแล้ว แล้วแต่ก่อนมันอะไรเนี้ยะ จะรั้งจะยื้อกันทำไม

ที่เล่ามาไม่อยากจะโทษใคร แต่เห็นอะไรมั้ย

^ ความรู้สึกรักกันปานจะกลืน วันหนึ่งมันก็จะหมดไป เหลือไว้แต่รอยแผลเก่าๆ

แล้วเราจะให้อารมณ์อะไรกับมันมากนัก

ส่วนฉันชินชาเสียแล้ว กับคำสัญญาอะไร ทั้งหมด

ไม่เชื่อถืออะไรสักอย่าง ปล่อยวางเสียได้ ถึงจะไม่ทั้งหมดก็ยังดี

เวลาที่ผ่านมาผ่านไป ทำให้คนเรียนรู้อะไรมากขึ้น เมื่อมองกลับไป มันก็จะเป็นแค่อดีตเลือนลาง

เคยอ่านมาจากคอลัมม์ไรสักอย่าง เค้าเขียนเรื่องคนฆ่าตัวตาย อ่านแล้วก็ชอบดี

เค้าบอกว่า (คร่าวๆนะ จำไม่ได้)

คนเรายังไม่รู้เลยว่า ความรักที่แท้จริง คืออะไร แล้วก็สังเวยชีวิตเพื่อมันเสียแล้ว

*ความรู้สึกที่มันท่วมท้น ถล่มทลาย ณ ห้วงเวลาใดเวลาหนึ่ง

อาจกลายเป็นเพียง ความทรงจำอันเลีอนลาง ในอีกไม่กี่เดือนไม่กี่ปีต่อมา *

เพราะมีอย่างหนึ่งที่คนเราอาจจะลืมไป ว่า คนเรานั้นเปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ฉะนั้นการอยู่ทำใจให้เป็นกลาง ดีที่สุด

ไม่ได้หมายความว่ามันเป็นสิ่งที่ง่าย เพราะรู้ว่ามันไม่ง่ายเลย

กับการสูญเสีย สิ่งใด คนที่เรารัก สิ่งที่เราหวัง

แต่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงการสูญเสียนั้นได้ คิดเสียว่ามันคงต้องเป็นอย่างนั้น

เวลาก็ช่วยได้(อีกแล้ว) เหมือนกันฟ้าหลับฝน วันนึงมันจะสดใส

แต่ก่อนถึงวันนั้นจะอดทนกับมันได้แค่ไหนกัน

เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่สู้

สู้ต่อไปเน้ออ


edit @ 2006/12/12 10:07:40

ท้ อ ง ฟ้ า

แหงนมองบนท้องฟ้า

เธอเห็นไหมท้องฟ้าเป็นสีอะไร

สีของท้องฟ้า อาจจะต่างกันไป

ฉันเคยถามเด็กน้อยผู้แสนร่าเริงและไร้เดียงสา

สำหรับหนูท้องฟ้าเป็นสีอะไร

เด็กน้อยตอบว่า ท้องฟ้าเป็นสีฟ้าแสนสวย

ฉันถามผู้ใหญ่ที่ชีวิตแสนมึนทึมและเศร้าหมอง

คำตอบของผู้ใหญ่คนนั้น คือ ท้องฟ้านั้นไม่มีสีต่างหาก

มันเป็นแค่เรื่องของแสงสีต่างหากเล่า

เพราะว่าคนเรามองท้องฟ้าไม่เหมือนกัน จริงไหม

สีของท้องฟ้าแตกต่างกันไปแต่ละวัน

แต่ละคน

ท้องฟ้าอาจจะมีเมฆฝน ในบางวัน

มีเมฆปกคลุม จนทั่วฟ้าเป็นสีเทา

มีเมฆดำปกคลุม

แต่เมื่อผ่านอีกวัน

ท้องฟ้ากลับมาเป็นเหมือนเดิม

ไร้เมฆ ไร้ฝน

ตอนเช้าท้องฟ้ามีสีส้มสดใส

แล้วค่อยๆกลายเป็นสีฟ้าจัดในตอนกลางวัน

ท้ายสุด ในตอนเย็นเปลี่ยนแปลงเป็นสีส้มตุ่น

แล้วกลายเป็น ท้องฟ้าสีดำมืดมิดในตอนกลางคืน

เธอรู้ไหม

ท้องฟ้าอาจไม่ได้สดใสตลอดไป

แต่ว่านะ

ท้องฟ้าก็มิอาจมีเมฆปกคลุมตลอดไป

แม้ว่า เธออาจทุกข์ทนกับที่ท้องฟ้ามีเมฆปกคลุม

หลายวัน

มากๆเข้า เธออาจท้อใจ

แต่เธอรู้ไหม

วันหนึ่งเมฆนั้นจะหมดไป

แล้วท้องฟ้าแสนสวยกลับมาสดใสอีกครั้ง

อีกครั้ง

ปล. แปลกดีที่เขียนอะไรแบบนี้ (ไม่นึกว่าจะเขียนได้ ) แต่พอเกิดเรื่องร้ายๆขึ้น

ฉันได้แต่เขียนระบายในไดอารี่ à แล้วก็ออกมาเป็นแบบข้างบน ปรับเปลี่ยนจากไดนิดหน่อย

ฉันบอกตัวเองว่า แม้ว่าท้องฟ้าช่วงนี้ อาจมีเมฆมากไปหน่อย

แต่ฟ้าหลังฝนคงจะสดใส

ฉันได้บทเรียนอันยิ่งใหญ่

ที่จะได้เรียนรู้

เรียนรู้ที่จะรักตัวเอง มากที่สุดในวันนี้

เพราะไม่มีผู้ใด ที่จะรู้ตัวเราได้ดี

แล้วรัก

ฉัน

มากกว่าฉันเองอีกแล้ว

แม้ว่าโลกจะโหดร้าย แต่มันก็มีเหตุผลของมัน

ปล. 2 สำหรับทุกคนที่มาคอมเม้นท์ ขอบคุณสำหรับกำลังใจนะ (ช่วยได้จริงๆ)

มีคนเจอผู้ชายแย่ๆ เหมือนกัน ด้วย เหอะๆ



มนุษย์หิน dot em
View full profile