film



ตอนที่กำลังพิมพ์นี้ นึกอะไรขึ้นได้เยอะแยะเลย จากชื่อเรื่อง คำว่า “Trans” ที่เป็น prefix ที่ใช้ในคำกริยาต่างๆในภาษาอังกฤษ อย่าง transsexual หลังจากได้ดูหนังเรื่องนี้จบ ก็ทำให้นึกถึงหนังที่ฉันรักหลายๆเรื่อง อย่าง Home at the end of the world หรือ Hedwig and the angry inch (ยังไม่ได้เอามาเขียนสักที) ซึ่งเนื้อหาและประเด็นนั้นล้วนเป็นเรื่องเกี่ยวกับเพศที่สาม และความสัมพันธ์ของคนต่างๆ

            หนังเรื่องนี้เกี่ยวกับ ผู้ชายที่ใจเป็นหญิง หรือที่เรียกว่า กะเทย ตามจริงแล้วฉันไม่ชอบคำนี้เอาเสียเลย แต่นำมาเรียกเพื่อให้เข้าใจกัน  ว่าด้วยเรื่องของ บรี หรือ แสตนลี ที่กำลังจะผ่าตัดแปลงเพศ สิ่งสุดท้ายที่ต้องการคือใบรับรอง  แต่อยู่ๆก็ปรากฏว่า เธอมีลูกชาย ซึ่งเกิดจากความผิดพลาดเมื่อนานมาแล้ว ความสัมพันธ์ของคนทั้งสองจะเป็นอย่างไร การเดินทางของทั้งสองคน นำมาซึ่งการเรียนรู้อะไรบางอย่าง  ระหว่างทาง  หนังเรื่องนี้ถ้ามองให้ลึกสามารถตีได้ไปหลายแง่หลายมุมมาก เรื่องแรกเลยคือ 

เพศแม่นั้นสำคัญไฉน   

บรี ที่ตัวเป็นชาย (ยังไม่ได้ตัดอวัยเพศชาย) แต่แต่งกายเป็นหญิง มีหน้าอก ผมยาว รวมแล้วเธอเหมือนผู้หญิงทุกอย่าง นี่เป็นหนังที่นำความเป็นเพศหญิงมาตีความใหม่แล้ว ความเป็นหญิงจำกัดแค่เครื่องเพศเท่านั้นหรือ  หนังบอกเราในหลายครั้งหลายหน เช่น เวลา บรี ไปกินข้าว กับโทบี้ (ลูกชาย) มักจะมีคนทักเช่นว่า ดีจังเลยที่ลูกชายทำดีกับคุณแม่อย่างนี้ เป็นต้น หลายครั้งเลยทีเดียว หนังทำให้เราลืมไปเลยว่า แท้ที่จริงแล้ว เธอเป็นพ่อต่างหาก อย่างนี้แล้วฉันก็ไม่เห็นว่า บรี จะขาดความเป็นหญิงตรงไหนเลยจริงๆ  แม้ว่าเธอจะมีไอจู๋ แต่เธอก็เป็นคุณแม่ด้วย  

เชื้อชาติใช่ตัวตน 

           หนังเรื่องนี้มีประเด็นเรื่องเชื้อชาติด้วยอีกเหมือนกัน จากชื่อเรื่องก็รู้แล้ว ตัวเอก บรีนั้น เป็นลูกครึ่งอินเดียนแดง ยิว  กึ่งๆนั่นเอง เธอบอกว่าเธอเป็นลูกเสี้ยว ลูกชายเธอก็เป็นลูกเสี้ยว  ว่าแต่เรื่อง เชื้อชาติ มันสำคัญอย่างไรหล่ะ  มันบ่งบอกตัวตนอะไรของคนเราหรือไม่  ถ้าเราอยู่ระหว่างกึ่งกลางทุกอย่าง  ไม่ใช่ชาติใดชาติหนึ่ง ไม่ใช่เพศใดเพศหนึ่ง แต่เราก็ยังเป็นตัวเรา นอกเสียจากว่า เราจะนึกจะคิด ให้มันไม่ใช่ เหตุนี้ จึงต้องมีการตามหาตัวตนของตัวเอง

ตัวตน            

แม่ของบรี บอกว่าเธอไม่มั่นคง พร้อมบอกให้เธอคิดให้ดีก่อนที่จะทำอะไร จริงๆ ฉันคิดว่า บรี เอง ไม่มั่นใจมาตลอดว่าเธอต้องการอะไร เธอเรียนไม่จบปริญญา เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา สุดท้ายแล้วสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คือ การเป็นผู้หญิง แม้สุดท้ายแล้วมันอาจจะไม่เติมเต็มทั้งหมด แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นของการทำให้สิ่งที่เป็นตัวตนจริงแท้ของเราจริงๆ  มันกับหนังกำลังจะบอกคนดูว่า คนเรามีจุดมุ่งหมายของตัวเอง  จุดมุ่งหมายที่ไม่ควรสั่นคลอน 
  


            ฉันชอบเพราะมันเป็นอีกเรื่องของความไร้รูปร่างของคนในสังคม คนเรามีความสัมพันธ์กันหลายหลาก ครอบครัวที่คุณแม่ เป็นผู้หญิงแปลงเพศ  มันเป็นเรื่องใหม่ของสังคม แต่มันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นและโลกเรากำลังจะเปลี่ยนแปลงไป ต่อไปก็คงมีหนังแบบนี้ขึ้นมาเรื่อยๆ และฉันชอบนะ  
            
            
นอกจากเรื่องราวแล้ว การแสดงที่ยอดเยี่ยมของ Felicity Huffman ก็เป็นส่วนสำคัญ เราสามารถเชื่อได้สนิทใจว่า เธอคือ บรี ชายที่ใจเป็นหญิง ฉันรู้สึกว่า บรี เหมือนผู้หญิงหัวโบราณแปลกๆ แต่ก็มีความน่ารัก แล้วเธอเล่นดีชะมัดเลยหล่ะ  ฝากไว้ให้หลายๆคนคุ้นชื่อ เผื่อว่าเดินผ่านร้านแล้วจะอยากซื้อหามาดูกัน หนังเรื่องนี้ ฉันก็ซื้อแผ่นจริงมาจากร้าน CAP ราคาไม่แพงเลย ไม่ถึงร้อยด้วย  ฝากหนังที่ดูแล้วนั่งตกตะกอนคิดถึง ไว้อีกหนึ่งเรื่อง  

จนกว่าจะพบกัน

 

จะมีทางไหนไหม ที่เราจะรักใคร แล้วไม่ต้องกลัวกับการสูญเสียเขาไป

 

ในขณะเดียวกัน เราก็ไม่สามารถอยู่คนเดียวได้โดยไม่รักใคร

 

นั่นแหละ ความเหงา

 

 

ฉันนึกถึงคำพูดของมิว (จำได้คร่าวๆว่าประมาณนี้) ซึ่งนี่ค่อนข้างเป็นฉากที่ฉันชอบที่สุด ฉากที่มิวนอนคุยกับโต้ง และในขณะเดียวกันก็เป็นฉากที่แม่ของโต้ง(สินจัย) ออกตามหาโต้ง ด้วยความที่กลัวเหลือเกินว่า ลูกของเธอจะหายไปอีกคน เพราะว่าการสูญเสียนั้น มันยิ่งใหญ่นัก

 

 

แม้ว่าหน้าหนังจะพาเราออกทะเลไปบ้าง เพราะคิดไปเองว่ามันคงเป็นหนังรักวัยรุ่น (เหมือนอย่างที่บางคนเข้าใจกัน)  แต่หลังจากที่เคยได้ดูหนังพี่มะเดี่ยวมาหลายเรื่อง (รวมทั้ง ลี้ หนังที่ทำตั้งแต่ตอนขึ้นปีสาม ซึ่งต้องขอบอกว่าบท มันดี เสียยิ่งกว่า หนังที่ผู้กำกับบางคนทำตอนนี้เสียอีก)  ทำให้ฉันคิดว่า มันคงต้องมีอะไรบ้างแหละน่า  แต่เมื่อเวลานานไป กระแสการสปอลย์หนังก็มาถึงฉัน ว่า มันเป็นหนังเกย์   ฉันเองไม่ได้คิดว่ามันจะแย่อะไร แค่ประหลาดใจเล็กๆ

 

แต่เมื่อคราวแรกเมื่อหลายเดือนที่แล้วที่ได้ดูหนังเรื่องนี้ ซึ่งค่อนข้างเป็นกระแสแรงทีเดียว ที่ใครๆก็ไปดูรักแห่งสยาม แล้วก็ชื่นชมกันใหญ่ ฉันกับพี่หมี ก็เลยหาโอกาสไปดู แล้วก็ ในตอนนั้น ไม่ได้รู้สึกอิน หรืออะไรเท่าใดนัก ซึ่งฉันรู้เหตุผล ในภายหลังว่า บางทีในหนังแค่เรื่องเดียวนี่แหละ มันอาจมีหลายสิ่งที่ต้องการบอกคนดู มากเสียจนบางทีมากไป  เกินกว่าการที่จะเก็บตกได้เพียงการดูหนังเพียงรอบเดียว หรือจากการดูหนังเกือบสามชั่วโมง มันอาจใช้เวลามากกว่านั้น

 

เมื่ออาทิตย์ก่อน ตอนฉันฟังเพลงกันและกัน ในรถแท็กซี่ อยู่ๆ ฉันก็นึกถึงหนังเรื่องนี้ขึ้นมา นึกถึงเรื่องราวของมัน พินิจเนื้อเพลงของมัน แล้วเออ หว่ะ อยากดูอีกรอบ  แล้วก็เกิดซาบซึ้งกับเพลงนี้ขึ้นมาซะอย่างนั้น

 

 

ถ้าเราจะมองหนังเรื่องนี้แล้ว มองดีๆ จะเห็นว่ามันเป็นเรื่องของความรักและการสูญเสีย ตัวละครในเรื่องต้องพบเจอกับการสูญเสียในขณะเดียวกัน เขาก็พบว่ามันก็มีความรักอยู่

 

ตัวละครที่โดนผลแห่งการสูญเสียมากที่สุด คงจะเป็น แม่ของโต้ง (เล่นโดยสินจัย) แม้ว่า ความจริงแล้ว พ่อของโต้งอาจจะดูทุกข์ระทมขมกลืน ทำลายตัวเองมากที่สุด เฝ้าแต่โทษตัวเองว่า ไม่น่าปล่อยให้ลูกไปเลย แต่คนที่โดนผลมากกว่านั้นก็คือ แม่ของโต้ง เพราะนอกจากเธอจะสูญเสียลูกสาวแล้ว เธอยังเหมือนสูญเสียสามีไป (คนที่เธอรักอีกหนึ่งคน) คนสองคนที่เธอรัก คนหนึ่งหายเข้าป่าไปตลอดกาล อีกคนหนึ่งอยู่อย่างหมดอาลัยตายอยาก ลูกชายหรือโต้ง คือความหวังเดียวของเธอ ซึ่งนำมาซึ่งการกระทำที่ค่อนข้างจะทำร้ายจิตใจไปบ้าง (แม้จะเหมือนกรณีแม่ผัวลูกสะใภ้ในละครน้ำเน่าเล็กน้อย แต่ไม่เหมือนกันเลยจ้ะ)

 

 

สิ่งที่เธอไปพูดกับมิว แท้จริงแล้ว เพราะว่าเธอกลัวเหลือเกินที่จะสูญเสียลูกชายคนเดียวของเธอไป  รักมากเสียจนมากไป จนอาจจะมองข้ามบางสิ่งไป

 

ส่วนพ่อของโต้ง คือ คนที่เฝ้าแต่โทษตัวเอง มีแต่คำว่า ถ้า ถ้า ถ้า

ถ้าเราไม่ปล่อยให้ลูกไป ลูกคงไม่….

ความรักได้ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง

 

โต้ง คือ คนที่สูญเสียพี่สาว และความรักของเขา

เสียความรักหนึ่งไป เพื่อรักษาคนที่เขารักอีก

 

เราคงคบกับมิวเป็นแฟนไม่ได้

แต่ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้รักนะ

 

ส่วน มิว คือ คนที่ได้สัมผัสความรักอันอบอุ่นแม้จะเป็นช่วงสั้นๆ แต่ความรักก็ยังอยู่กับเขาไม่จากไปไหน

 

เพราะว่าแม้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน

 

แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ไม่ได้  รัก

 

 

.

.

สุดท้ายนี้ตบท้ายเพลงด้วย

ticket

เพลงที่แฝงไปด้วยความเศร้าที่เกิดกับคนบางคน

หรือว่าคนเราสุขเศร้าไม่เท่ากัน

หรือความจริงแล้ว นั่นแหละชีวิต

 

 *

เมื่อวันก่อนได้ไปดู Dark Knight มา จึงอยากนำ entry นี้มาโพสต์กันอีกรอบ

ลืมเขากันหรือยัง

โอกาสต่อไปจะมาเขียน Dark Knight

เมื่อวานมีข่าวที่ไม่น่าเกิดขึ้น เพื่อนบอกเราตอนประมาณเที่ยงๆ

เออ Heath Ledger ตายแล้วนะ overdose ยานอนหลับเกินขนาด

เราอึ้งเลย ตอนแรกคิดว่าเพื่อนอำ

แต่พอรู้ว่าจริงก็ เศร้า

ในหัวคิดถึงเรื่อง a Knight's tale เป็นอย่างแรก

รองลงมาก็เรื่อง brokeback mountain ที่เราประทับใจเขามากที่สุด

เสียใจกับการจากลาที่ไม่มีอะไรบอกล่วงหน้า นึกถึงตอน aliyah ตาย อะไรอย่างนั้น

เพื่อนบอกว่า อาจจะเพราะเขาเครียดจากการเล่นบทโจ้กเกอร์ในเรื่อง Batman

เฮ้อออ บทเข้าตัว

ยังไงก็ ขอไว้อาลัยให้พี่ฮีท เลดเจอร์

เสียใจที่หนทางที่จะก้าวต่อไปดับลง มันเร็วไปจริงๆ

หลับให้สบายนะ

ขอฝากผลงานของพี่ฮีท ไว้ให้เห็นกัน ตั้งแต่เก่าถึงใหม่

1997

Paws

Blackrock

1999 

10 Things I Hate About You  (เป็นพระเอก)

หนังน่ารักดี

Two Hands

2ooo

The patriot 
(รับบทลูกชายคนโต)

2001

Monster's Ball

a Knight's tale 

2002

the Four Feather (เรื่องนี้ประเด็นดี)

2003

the Order

Ned Kelly 

(เห็นคนเล่นแล้วน่าดูแฮะ)

2005

Cassanova

Brokeback Mountain  รับบท เอนนิส เดลมาร์

 ( จะเศร้ามากกว่าเดิมถ้าได้ดูอีก
ใครยังไม่ดูอย่าลืมหามาดูกัน) 
 

Brother Grimm

เรื่องนี้รู้สึกว่า หาคนเล่นได้หน้าตาคล้ายกันมาก

หน้าพี่เค้าคล้าย Matt Demon จริงๆ

Lords of Dogtown

2006

Candy

2007

i'm not there

2008

the Dark  night  (รับบท Joker)

น่ากลัวมากๆ

*

สุดท้ายนี้

ฝากเพลงให้ด้วย

"จะเก็บเธออยู่ในใจเสมอ" ของ พี่บอย โกสิยพงศ์

 


แม้ว่าช่วงนี้จะเหนื่อยหน่าย เล็กน้อย กับการหางาน

แต่ว่า ที่เหนื่อยกว่านั้น คือการไม่ได้มีเวลา ได้ดูหนังเลย

อาจจะเป็นเพราะหนังเรื่องที่ยังไม่ได้ดู มันไม่เข้ากับอารมณ์

เอ้ะ มันเป็นอย่างไรหนอ


ภาพยนตร์นับว่า เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เทียบเท่ากับดนตรี ที่มีคนรักมากอย่างหนึ่งของโลก
มีประวัติศาสตร์มานาน นับตั้งแต่พี่น้อง Lumiere เอากล้องไปถ่ายหนังเรื่องแรก ที่เป็นแค่คนงานเดินออกจากโรงงาน

ใครๆ ก็รักการดูหนัง

โอ้ะ ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

ฉันรักหนัง แต่ไม่ชอบการทำหนัง

มันเหมือนกับว่า การที่เรารู้อะไรมากเท่าไร เรายิ่งเห็นความยากลำบาก

ยิ่งคิดกับมันมากขึ้นเท่านั้น คิดมากเกินไป บางทีก็ไม่สุข

คนเราควรเสพ ภาพยนตร์ เพื่อความบันเทิงเท่านั้นหรือไม่

บางที เราไม่ชอบหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะอะไร

มองมันมากไป คิดมันมากไป

สุดท้ายแล้ว ก็คงเป็นแค่อารมณ์ส่วนตัวจริงๆ

บันเทิงใจ จริงๆ

-

ฉันมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าคนเรารักการดูหนังแล้ว

ไม่ว่าหนังอย่างไร ก็ต้องดูได้

จะเป็น หนัง Hollywood Bollywood หนังคัลต์เลือดสาด หนังรัก หนังโป้

หนัง เกรดบี (บีกลางๆ อย่าล่างเกิ้น) หนังอาร์ต
หนังสัตว์ประหลาด หนังดูไม่รู้เรื่อง  หนังบ้า หนังบอไรวะเนื่ยะ

บางทีมันไม่จำเป็นเลย ที่ต้องนั่งเสาะแสวงหาหนังดีๆ หนังเริ่ดๆ
หนังอาร์ต ยิ่งคนไม่รู้จักยิ่งดี

แอ็บดูมันเข้าไป อาจจะดูมีภูมิ

มันมีคนสองพวก คนที่อยากดูจริงๆ กับคนที่แอ็บรักหนัง

จำพวกแรก ฉันก็รวมอยู่ด้วยในบางที การที่ดูหนังแปลกๆ ความจริงแล้วเป็นการเปิดโลกทรรศน์ ให้กว้างขึ้น

แต่สำหรับฉัน ก็ไม่เห็นต้องดูหนังต่างชาติเหล่านั้น แล้วกระเดียด กระแดะ ว่าดูหนัง Hollywood ไม่ได้
หนังแหวะๆ รับไม่ได้ แบบคนแอ็บอินดี้ รักหนัง ต้องดูแต่หนังหว่อง (ไม่เกี่ยวกันคนรักหว่องจริงๆนะ)

ให้หนังดูหนัง อาร์ต ทั้งชาติ ทำได้ไหมหล่ะ คุณแอ็บอินดี้ รักหนัง

ถ้าจัดหนังของ Ingmar Bergman นั่งดูไปทั้งอาทิตย์ คุณจะชอบ หรือจะเบื่อ

 


การดูหนังเป็นความชอบส่วนบุคคล แล้วคุณหล่ะชอบมันจริงๆหรือเปล่า


มอง มัน ให้ กว้าง เข้า ไว้

รัก มัน ให้ กว้าง เข้า ไว้

นี้แหละหนังที่ฉันรัก

 

* 1408 หรือ ชื่อภาษาไทยว่า ห้องสุสานแตก สร้างจากเรื่องสั้นของ สตีเฟน คิง เจ้าพ่อเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทที่หลายคนรู้จักกันดี หลายคนอาจคิดว่า สตีเฟน คิง อีกแล้ว นวนิยายของสตีเฟน คิง ถูกนำมาสร้างเป็นหนังฮอลลีวู้ด ไม่รู้กี่เรื่อง ถ้าให้นึกตอนนี้ ก็นึกถึงเรื่อง the Shining โรงแรมสยองที่อยู่ๆ คุณพ่อที่นำแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน ก็วิ่งไล่ฆ่าลูก และ ภรรยา บรื๋ออหรือ ไม่ก็ Dreamcatcher เรื่องนี้อาจจะแหวกแนวหน่อย เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับต่างดาวนิดๆ ยังมีอีกมากมาย ที่นึกไม่ออกตอนนี้ หรือไม่ก็เป็นหนังที่เราเคยดูๆกัน แต่อาจจะลืมไปว่า ก็ของสตีเฟน คิง อีกนั่นแหละ 

 

 1408 เป็นเรื่องราวของไมค์ แอนสลิน (นำแสดงโดย จอห์น คูแซค) นักเขียนนิยายจำพวก เรื่องราวสยองผีๆ ที่เขาไปมาแล้วทุกที่ที่ว่า ลือลั่นกัน ด้านความน่ากลัว แต่เขาก็ไม่พบอะไร บางสิ่งบางอย่างนำพาให้เขาได้ยินเรื่องราวของ ห้อง 1408 .. จึงตัดสินใจที่จะไปพิสูจน์ เรื่องราวจากนั้นก็คงต้องไปติดตามชมกันเอง ในเรื่องนะจ้ะ  1408 ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้ฉันเลย แม้ว่าจะได้ยินคำเล่าลือมาว่า มันไม่สนุกเท่าไหร่ แต่สำหรับฉันแล้ว ถ้าเป็นหนัง ลึกลับ มนุษย์ต่างดาว เชื้อโรค สัตว์ประหลาด อย่างไร ก็อยากดูทั้งนั้น (แต่ถ้าเป็นหนังผีก็ไม่กล้าเท่าไร เพราะกลัว) จะว่าไปก็ไม่ได้ดูหนังที่สนุกๆแบบนี้นานแล้ว (สนุกสำหรับฉันนะ)  

1408 : สยองขวัญแบบฝรั่ง 

ฉันบอกได้เลยว่า นี้เป็นหนังผีแบบฝรั่งจริงๆ แบบที่เราเคยได้ยินเรื่อง คฤหาสน์สยองขวัญ มันเป็นเรื่องของสถานที่หลอนๆ ซึ่งก็คงเป็นวิญญาณชั่วร้าย ที่มาสิงสู่ ซึ่งต่างจากหนังผีแบบเอเชียเราๆ ที่มักเป็นผีผู้หญิงผมยาว เพราะในเอเชียเรา แท้จริงแล้วมีความกลัวความเป็นเพศแม่อยู่นั่นนะสิ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น  ตอนเด็กๆ ฉันเคยดูหนังเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเครื่องจักรผีสิง จะว่าไปก็เครื่องซักผ้านั่นแหละ แบบว่ามีผีสิงและกินคนเข้าไป จะว่าไปเรื่องสยองๆแบบนี้คิดได้ไงหนอ มันก็เหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ตอนเด็กๆก็น่ากลัวไม่น้อยทีเดียว  

 

1408 หนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Twilight zone หรือ แดนสนธยา ซึ่งมีทั้งเวอร์ชั่นหนังและซีรี่ย์ ซึ่งมันก็น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว มันจะหลอนๆแบบ หลอน แล้วก็อีกนั่นแหละ ไม่มีผีโผล่ออกมาเท่าไหร่  นั่นทำให้บางทีแล้ว คนไทยอาจไม่กลัวกับความสยองแบบฝรั่ง แบบนิ่งๆเท่าไหร่นัก เพราะผีแบบเอเชียนั้น อย่างน่ากลัวจริงๆ ตอนที่ดู the Blair witch project  ก็เลยมึนหัวมากกว่า จะกลัวหล่ะมั้ง หนังฝรั่งบางทีก็เป็นความน่ากลัวของสถานที่ อย่างที่บอกไป เหมือนอย่างเรื่อง the haunting เป็นตัวอย่าง วิญญาณ ทำให้คฤหาสน์เหมือนมีวิญญาณทำนู่นทำนี่ได้ขึ้นมา บรื๋อ ….. 

 

ต่อไปนี้มีการเปิดเผยเรื่อง (ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ารู้คงสนุกน้อยลง) 

 

1408 เรื่องนี้ ไม่มีผี แต่มันเป็นเรื่องของ สิ่งชั่วร้าย ห้องชั่วร้ายนั่นแหละ ใครที่ต่างเข้าพักห้องนี้ ไม่มีใครรอดชีวิตเกิน 1 ชั่วโมงทั้งนั้น ไมค์ พระเอกของเรารู้ แต่ก็ยังเข้าไป ในตอนแรก เราจะยังไม่เห็นความน่ากลัวของมันเท่าไหร่ จนถึงตอนที่ อยู่วิทยุในห้องดังขึ้นมาเป็นเพลง we’ve only just begun ของ carpenter เท่านั้นแหละ (ทำไมต้อง carpenter อีกแล้ว) หลอนดี แล้วก็เริ่มนับถอยหลัง 1 ชม. ความสยองก็เริ่มๆขึ้นจากตรงนี้แหละ  

ตลอดทั้งเรื่อง เราอาจสงสัยประหวั่นพรั่นพรึง ว่า นี้มันความจริงหรือความฝันกันหรือนี้ ในเรื่องก็หลอนกันไปต่างๆนานา  ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่งที่เหมือนว่าจะหลุดออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว ฉันก็ยังคิดว่า เอ นี้คงหลุดออกมาได้แล้วกระมัง เพราะมันก็นานอยู่  ปรากฏว่า ก็กลับมาที่ห้องนี้อีก (ไม่ผิดจากที่คิดไว้ แต่ก็น่ากลัวอยู่ดี) เราถึงได้รู้ว่า มันชั่วร้ายอย่างไร  นอกจากนี้พอนับหนึ่งชั่วโมงแล้ว เวลาก็กลับมาย้อนใหม่ นอกจากนี้ก็ยังมีการเสนอ หนทางการฆ่าตัวตายอีกด้วย ตรงนี้เราถึงได้รู้ว่า เหตุใดคนจึงฆ่าตัวตาย มากมายในห้องนี้  ก็เพราะมันทรมานอย่างนี้นี่เอง เหมือนคนฝันร้ายไม่รู้จบ แต่นี้เจอห้องชั่วร้ายแบบไม่รู้จบ น่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีหรือเปล่าหนอ เพราะอย่างน้อยมันก็ฆ่าเราได้  ฉันชอบทางเลือกของพระเอกในตอนท้าย เผาห้องมันซะเลย จบกันไป แต่ตอนจบตอนท้ายก็ยังมีทิ้งท้ายอยูดี เหอๆ  

 

จบการเปิดเผย   

 

ป.ล.ไม่รู้จะบอกอย่างไง แต่หนังเรื่องนี้ เราค่อนข้างชอบนะ ช่วงนี้ดูหนังหลายเรื่องบ่อยๆมากๆ ก็อยากเขียนทุกเรื่องนั่นแหละ แต่เรื่องนี้มากสุด ก็เลยลุกมาเขียน สัญญาว่า เรื่องอื่นๆจะตามมา แต่ไม่ว่าเราเขียนเรื่องหนังเรื่องไหน ก็ต้องเปิดเผยเรื่องแทบจะหมดเรื่อง เพราะถ้าไม่เปิดเผยเรื่อง แล้วจะเขียนเรื่องหนังได้อย่างไรเนอะ 

เรื่องที่จะเขียนตามมาใน entry หน้า หน้า หน้า  (สัญญาไว้ก่อน) ไม่รู้มีใครได้อ่านป่าว แต่จะเขียนแล้วกัน-          บอดี้ ศพ 19 (หมกไว้นานแล้ว เขียนไม่จบสักที)-          Atonement -          Across the universe -          Invasion -          The Bourne ultimatum -          In her shoes  ดูไปเยอะแยะมาก ไม่รู้จะเขียนอันไหนอีกดี  

 

แล้วเจอกัน จาก ฉัน (Status : ตกงานมาได้พักหนึ่ง แต่คงอีกไม่นาน หล่ะมั้ง)   

 

edit @ 2 Apr 2008 15:37:09 by only human*EM (isolated*)



มนุษย์หิน dot em
View full profile