28 days later ของผู้กำกับ Danny Boyle
วิจารณ์หนังตามจิตวิทยาสังคม
***ป.ล. มันอาจจะดูป่วยๆนิดหน่อย ก็ทำส่งอาจารย์นี่ แต่ไหนๆก็ทำแล้ว
อ่อ spoil นะจ้ะ
ข้าพเจ้าขอเล่าเรื่องพร้อมยกทฤษฎีที่เกี่ยวข้องไปเลย เรื่องราวของ 28 days later คร่าวๆมีอยู่ว่า กลุ่มพิทักษ์สัตว์เข้าไปช่วยลิงชิมแปนซีที่ถูกทำการทดลอง แม้ถูกเตือนแล้วว่าลิงเหล่านี้ติดเชื้อ แต่ก็ไม่เชื่อจึงปล่อยออกมาและติดเชื้อจากลิงนั้น ในเรื่องผู้ดูแลแลปบอกว่า เชื้อนั้นคือเชื้อความรุนแรง โดยตอนที่เปิดเรื่องเราจะเห็นลิงถูกมัดให้ดูภาพความรุนแรงซ้ำๆ จนเกิดเชื้อ ความรุนแรง (rage) ซึ่งก็ตรงกับเรื่องของการวางเงื่อนไขให้ลิงรับภาพความรุนแรงซ้ำๆ ทำให้มีความก้าวร้าวจนติดเชื้อความรุนแรง ในหนังนั้นคงไม่ได้หมายถึงเชื้อจริงๆแต่หมายถึงความรุนแรงอันเกิดจากมนุษย์ มนุษย์ทำให้เกิดความรุนแรงและสุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาหาเราเอง
28 วันให้หลัง จิม คนส่งเอกสารที่โดนรถชน ตื่นขึ้นมาภายในโรงพยาบาล เมื่อเดินออกมา เค้าไม่พบใครเลย ทุกๆที่มีแต่ความว่างเปล่า เค้าได้แต่ร้อง Hello Hello ลอนดอนมีแต่ความว่างเปล่า จนจิมเดินมาถึง บริเวณที่มีติดประกาศไว้อาลัยให้คนตายหรือประกาศหาคน จิมเริ่มจะรู้แล้ว เราสามารถเห็นว่าจิม ช็อก ตกใจ และกลัว ที่พึ่งสุดท้ายก็คงเป็นโบสถ์ แม้ในเรื่องไม่ได้กล่าวว่าทำไมต้องเดินเข้าไปในโบสถ์ด้วย แต่ข้าพเจ้าคิดว่า ที่พึ่งสุดท้ายในยามที่มนุษย์เกิดภาวะเคว้งคว้าง ศาสนายังเป็นที่พึ่งของเราได้เสมอ มนุษย์ต้องการสิ่งยึดเหนี่ยว เมื่อจิมเข้าไปในโบสถ์และพบกับศพและบาทหลวงที่ติดเชื้อ (จะเรียกว่าซอมบี้ก็ยังไม่ถูกทีเดียว เพราะสาเหตุและลักษณะก็ไม่เหมือนซะทีเดียว) ในขณะที่จิมวิ่งหนีเหล่าผู้ติดเชื้ออย่างไม่คิดชีวิต มาร์กและเซลีน่า ได้เข้ามาช่วยไว้ นำจิมไปยังที่พักและอธิบายทุกอย่างให้จิมฟัง จิมอยากจะกลับบ้านไปหาพ่อแม่ แต่มาร์กบอกว่าพ่อแม่ของจิมคงตายแล้ว จิมรั้นจะไปหาพ่อแม่ มาร์กจึงสัญญาว่าจะพาจิมไปวันรุ่งขึ้น
· พฤติกรรมที่มาร์กและเซลีน่าช่วยจิมนั้น เกี่ยวกับเรื่อง Genuine Altruism เมื่อเกิด empathy การเข้าถึงใจ มาร์กและเซลีน่าคงเกิดความเห็นใจจิม ที่นอนหลับและวันหนึ่งก็ต้องมาพบเรื่องร้ายๆแบบนี้ ซึ่งความจริงไม่ต้องช่วยก็ได้ จิมจะไปก็ไม่เห็นต้องห้าม แต่มันคงโหดร้ายเกินไปที่จะให้จิมไปเมื่อรู้ว่าต้องไม่รอดแน่ๆ และไม่จำเป็นเลยที่เค้าสองคนต้องไปส่งจิมที่บ้านพ่อแม่ที่ยังไงก็ไม่น่าจะมีชีวิตอยู่ เพราะการออกข้างนอกมันอันตรายมากในยามที่มีแต่พวกติดเชื้อเพ่นพ่านไปทั่ว แต่พวกเขาก็ยังช่วยจิม นอกจากนี้ที่พวกเขาช่วยจิมก็คงเป็นเพราะ ตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน
เมื่อไปถึงบ้านจิม จิมได้พบพ่อแม่นอนตายอยู่บนเตียง โดยเป็นการกินยาฆ่าตัวตาย เรื่องร้ายๆเรื่องที่สองที่จิมเจอ นอกจากการตื่นมาเจอเมืองว่างเปล่ามีแต่พวกติดเชื้อ ตอนนี้พ่อแม่เค้าก็ตายเสียแล้ว สภาพจิตใจของจิมในตอนนั้นย่ำแย่กว่าเดิม แม้จะไม่แสดงออก คืนนั้นทั้งสามค้างคืนที่บ้านนั้น กลางดึกจิมตื่นมาเพื่อระลึกถึงพ่อแม่ ในระหว่างที่ดูวีดีโออยู่นั้น ผู้ติดเชื้อกับบุกเข้ามา เคราะยังดีที่มาร์กและเซลีน่ามาช่วยได้ทัน แต่...มาร์กถูกกัด เซลีน่าพุ่งเข้าฆ่ามาร์กทันที เพราะเชื้อจะทำให้คนนั้นมีอาการภายใน 20 วินาที ในภาวะอย่างนี้มนุษย์มีภาวะที่ต้องอยู่รอดโดยการเข่นฆ่าศัตรู แม้ว่ามาร์กจะเป็นเพื่อนของเซลีน่า แต่เธอก็ลังเลไม่ได้ เซลีน่าเชื่อว่า staying alives as good as it gets การมีชีวิตอยู่นั้นดีที่สุดแล้ว
จิมและเซลีน่าเดินทางมาจนเห็น ไฟกระพริบที่ตึกๆหนึ่งจึงตัดสินใจไปที่นั่น พวกเขาได้พบพ่อลูกคู่หนึ่ง แฟรงค์และฮานนาลูกสาว ซึ่งก็แสดงอาการดีอกดีใจมากที่ได้พบจิมและเซลีน่า เซลีน่าบอกจิมว่าพ่อลูกคู่นี้สิ้นหวังและต้องการพวกเรามากกว่าเราต้องการเขาซะอีก และคิดว่า พวกเขาจะทำให้ช้าลง และถ้าเป็นอย่างนั้นเธอก็คงจะทิ้งไว้ข้างหลัง แต่จิมไม่คิดเช่นนั้น จะเห็นได้ว่า เจตคติสำคัญของเซลีน่าคือการมีชีวิตอยู่ ทำยังไงก็ได้ให้รอดชีวิต วันต่อมา แฟรงค์ให้ฟังสัญญาณวิทยุเป็นประกาศของทหารว่า มีคำตอบของการติดเชื้อ และเชื้อเชิญให้ผู้รอดชีวิตทุกคนเข้ารวมกลุ่มกับพวกเขา แฟรงค์ชักชวนให้จิมกับเซลีน่าไปด้วยกัน พร้อมกับยอมรับว่า บางทีเค้ากับลูกคงต้องการจิมและเซลีน่ามากกว่าเสียอีก เซลีน่าโต้แย้งแฟรงค์ต่างๆนาๆ ว่าไม่ควรจะไป เราอาจจะตายก็ได้ หรือตายที่นี่ ฮานนากล่าว และบอกอีกว่า ไม่มีฝ่ายไหนต้องการฝ่ายไหนมากกว่ากัน แต่พวกเราต้องการกันและกัน We need each other. พวกเขาตัดสินใจเดินทางไปด้วยกัน ในตอนที่พักระหว่างทาง เซลีน่าบอกกับจิมว่า เธอคิดผิดไปที่ว่าการมีชีวิตรอดนั้นดีที่สุดแล้ว ความตายไม่มีความหมายกับแฟรงค์กับฮานนาเลย เพราะพวกเขามีกันและกัน ในคืนนั้นจิมฝันร้ายว่าตื่นมาแล้วไม่พบใคร เค้าได้ ตะโกน Hello Hello Hello และทรุดลงร้องไห้ จะเห็นได้ว่าภายในลึกๆของจิมยังมีผลกระทบจากการที่ต้องเจอเรื่องร้ายๆอยู่ จิม กลัวที่จะต้องอยู่คนเดียวและถูกทอดทิ้ง
· อธิบายได้ด้วย Need for Affiliation ความต้องการปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่น ในเรื่องนี้ความสำคัญของ Need for Affiliation ที่เห็นเด่นชัดเลย คือ เพื่อความอยู่รอด(ตามมุมมองวิวัฒนาการ) ในอดีตมนุษย์ต้องช่วยกันล่าสัตว์ ทำมาหากิน และปกป้องดินแดน อีกทั้งถ้าอยู่คนเดียวคงอยู่ไม่รอด ถ้าเราถูกทำร้าย ในเรื่องนี้ก็เช่นกัน ถ้าแฟรงค์และฮานนาอยู่หรือจิมกับเซลีน่า อยู่กันเพียงสองคนไม่อาจอยู่รอดได้ และที่แฟรงค์ดีใจที่พบจิมกับเซลีน่านั้นก็เพราะ situational influences on need to affiliation คนเราเมื่ออยู่ภายใต้ความเครียด/วิตกกังว ย่อมอยากอยู่กับคนที่จะต้องประสพกับสถานการณ์เดียวกัน พวกเขาทั้งหมดต่างก็ท่ามกลางพวกผู้ติดเชื้อ ตัวพวกเขาเองที่ไม่ติดเชื้อย่อมอยากอยู่ด้วยกัน นอกจากนี้ยังถึงเป็นพวกเดียวกันอีกด้วย นอกจากนี้การได้มีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นทำให้เซลีน่าเปลี่ยนทัศนคติ เพราะว่าการอยู่ร่วมกับคนอื่นนั้นมีความสุขกว่ามีชีวิตรอดแบบอยู่ไปวันๆ แต่จิตใจว่างเปล่า จิตใจได้รับความรักความอบอุ่น มองโลกในแง่ดียิ้งขึ้น โลกนี้มีค่าควรแก่การมีชีวิตอยู่ นอกจากนี้การที่ได้อยู่กันอย่างนี้ ยังช่วยลดบาดแผลในใจของ จิมที่พบกับเรื่องร้ายๆ คลาย loneliness ที่มีอยู่ไปได้ แฟรงค์นั้นเหมือนร่มโพธ์ร่มไทรให้ทุกคนได้บรรเทาความกังวลใจไปได้
ทั้ง 4 คน เดินทางไปถึงที่อยู่ตามในประกาศ เป็นค่ายทหารแต่ไม่พบใครสักคนเลย แฟรงค์รู้สึกผิดหวังมาก โชคร้ายที่แฟรงค์โดนเลือดของศพผู้ติดเชื้อหยดเข้านัยน์ตา ทำให้แฟรงค์ติดเชื้อ กระสุนปืนถูกระดมยิงมาที่แฟรงค์ โดยทหารเป็นผู้ยิง จิม เซลีน่า และฮานนา ตามทหารเหล่านั้นไปที่พักพบกับ นายพลเฮ็นรี่ เวสต์ ผู้บังคับการที่นั่น เรื่องดำเนินมาถึงตอนนี้แล้ว ผู้ชมได้แต่แอบหวังว่า ทั้งสามคงจะสงบสักที แต่เปล่าเลย เซลีน่าสะเทือนใจอย่างมากต่อการจากไปของแฟรงค์ (ตอนที่แฟรงค์อยู่ทุกคนโอเค แต่ตอนนี้ไม่แล้ว) ในบ้านที่พวกเขาไปถึงนั้นมีการป้องกันอย่างดีด้วยรั้วลวดหนามและสนามหญ้าที่เต็มไปด้วยกับระเบิด เมื่อมีผู้ติดเชื้อมาพวกทหารก็จะออกไปยิงกันอย่างสนุกสนานราวกับพวกนั้นเป็นผักปลา
จิมก็ไม่ชอบการกระทำอย่างนี้ เพราะมันเหมือนการฆ่ามนุษย์ด้วยกัน ถึงแม้จะเป็นพวกติดเชื้อก็ตามที แต่เวสต์ให้เหตุผลว่า เพื่อความอยู่รอดเพื่อที่จะมีชีวิตอยู่ต้องฆ่า ยังไงก็ต้องทำ ไม่งั้นเค้าก็ฆ่าเรา ถ้ามองตามทฤษฏีวิวัฒนาการ มนุษย์ในอดีตก็ต้องต่อสู้กับสัตว์ป่าเช่นเสือ สิงโต ไม่งั้นก็ถูกนำเป็นอาหารจึงต้องป้องกันตัว เพื่อให้ตัวเองอยู่รอด ให้ลูกหลานได้คงอยู่สืบต่อไป นอกจากนี้ในบ้านหลังนั้นยังเลี้ยง เมลเลอร์ ผู้ติดเชื้อไว้คนหนึ่ง (ล่ามโซ่ไว้) โดยเวสต์อ้างว่าเพื่อศึกษาเกี่ยวกับโรคนี้
เป็นพฤติกรรมซึ่งแสดงถึงความป่าเถื่อนของมนุษย์ ที่คิดว่าตนสูงกว่า แม้ในยามอย่างนี้ ก็ยังไม่วาย นอกจากนี้เหล่าทหารยังคงเชื่อฟังเวสต์ แม้มีทหารคนหนึ่งที่ไม่เห็นด้วยเกี่ยวกับอุดมการณ์ แต่ก็ไม่สามารถโต้แย้งได้นั่นเป็นเพราะ ทหารคนนั้นสถานภาพ stutas ที่ต่ำกว่าเวสต์ และจำเป็นต้องคล้อยตามกลุ่มส่วนใหญ่ และพวกทหารทั้งหมดทำไมถึงยอมอยู่ที่นี่ คอยเป็นลูกน้องของเวสต์เพราะว่า Authority เวสต์มีอำนาจสูง พวกทหารยังยอมคล้อยตาม แม้โดนสั่งให้ทำนู่นทำนี่ อีกอย่างหนึ่งในเรื่องพวกทหารใส่ชุดตลอดเวลา ทั้งที่ในยามอย่างนี้ไม่ต้องใส่ก็ได้ ข้าพเจ้าคิดว่าพวกเขาทำเพื่อรักษา self esteem ของต้วเอง และของกลุ่ม พวกเขาไม่มีอะไรแล้ว ไม่มีจุดหมาย อย่างเดียวที่สามารถรักษาไว้ได้ คืออย่างน้อยก็ยังเป็นทหารนะ เรายังมีหน้าที่ต้องปฏิบัติและเชื่อฟังหัวหน้า จากนี้
นอกจากนี้ ที่พวกทหารทำตามคำสั่ง นั่นก็เพราะ เวสต์สัญญาว่าจะหาผู้หญิงให้ จึงออกประกาศดังกล่าว ผู้หญิงเป็น Motivation ของทหารเหล่านี้ ให้มีความหวังที่จะอยู่ โดยเวสต์กล่าวว่า เพราะทหารที่เหลือสิ้นหวัง เพราะไม่มีอนาคต จึงต้องมีแรงจูงใจ เพราะผู้หญิงหมายถึงอนาคต ถ้ามองตามจิตวิทยาวิวัฒนาการจะเห็นว่า เวสต์เห็นว่าเมื่อทุกอย่างสิ้นสุด ที่ๆพวกเขาอยู่นั้นจะเป็นแหล่งอารยธรรม และผู้หญิงนั้นก็คือ ผู้ให้กำเนิด ที่เป็นผู้สืบพันธุ์ ให้กำเนิดทายาท นอกจากนี้ถ้ามองตามทฤษฏีของฟรอยด์ มนุษย์นั้นทำอะไรด้วยแรงขับดันทางเพศ สันดานดิบของมนุษย์ มนุษย์มีความกำหนัด ผู้หญิงจึงมีความสำคัญต่อชายเหล่านี้อย่างมาก
เมื่อผู้หญิงนั่นก็คือ เซลีน่าและฮานนา มีความสำคัญต่อชายเหล่านี้มาก จึงเปรียบเสมือนทรัพยากรสำคัญของกลุ่ม เมื่อมีทหารคนหนึ่งและจิม ที่ไม่เห็นด้วยอย่างแน่นอน จึงถูกกำจัดออกไป โดยถูกนำไปฆ่า เราอธิบายเรื่องนี้โดย The Realistic Conflict Theory อคติจากความขัดแย้งระหว่างกลุ่มในการแข่งขันเพื่อแย่งทรัพยากรที่มีจำกัด นำมาสู่การใช้ความรุนแรง ในที่นี้ จิม ย่อมไม่เห็นด้วยกับการนำ เซลีน่าและฮานนามาเป็นทรัพยากรกองกลาง(เหมือนอีตัวนั่นเอง) เนื่องจากจิมก็ไม่เหลือใครแล้วเหมือนกัน จิมจึงต้องถูกกำจัดออกไปพร้อมกับทหารที่ไม่เห็นด้วย (เนื่องจากจะเป็นตัวขัดขวางไม่ให้พวกทหารได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่) จิมนั่นรอดจากการถูกฆ่ามาได้จึงหนีไป
ในระหว่างนั้นพวกทหารก็พยายามให้บังคับให้เซลีน่าและฮานนาแต่งตัวเพื่อมาปรนเปรอพวกเขา เสียงไซเรนที่ ค่ายทหารเก่าได้ดังมา เวสต์และทหารอีกคนจึงไปดู จิมจัดการฆ่าทหารได้หนึ่งคน จากนั้นเขาจึงบุกไปที่บ้าน โดยขั้นแรก ไปปล่อยเมลเลอร์ก่อน เมื่อถูกปล่อยเมลเลอร์ก็วิ่งหน้าไล่ฆ่าทันที ความจริงนั้นข้าพเจ้าเห็นว่าผู้ติดเชื้อนั่นยังมีสามัญสำนึกอยู่ เพราะเมลเลอร์วิ่งไล่ฆ่าคนในบ้านก่อน คนในบ้านซึ่งปฏิบัติต่อเขาอย่างสัตว์ อาจจะมีความแค้นก็เป็นได้ จากนั้นจิมก็วิ่งไล่ฆ่าทหารเหมือนกันพร้อมกับตามหาฮานนาและเซลีน่า ในที่สุดจิมก็เจอ จิมเข้าไปฆ่าทหารอย่างโหดร้าย พยายามจะพ่นเลือดใส่เหมือนเป็นผู้ติดเชื้อ และควักตาทหารนั่นซะ
ที่จิมมีความก้าวร้าวนั่นเป็นแบบ Hostile/affective Aggression : ความก้าวร้าวที่ถูกขับเคลื่อนด้วยความโกรธ และเป็นพฤติกรรมที่ตอบสนองความพึงพอใจในต้วมันเอง (เพื่อความสะใจหรือเพื่อระบายความโกรธ) ในที่นี้ จิม มีความแค้นกับทหารพวกนี้ที่มีความคิดถ่อยๆ และทำร้ายเพื่อนของเขา นอกจากนี้ จิมยังถูกทำร้ายรุนแรงก่อน นั่นคือการจะถูกนำไปฆ่า เกี่ยวข้องกับ Direct Provocation : เมื่อมีคนก้าวร้าวใส่เราก่อน เมื่อถูกทำร้ายด้วยเหตุไม่สมควร โดยเฉพาะเมื่อเราคิดว่าผู้กระทำมีเจตนา คนเรามีแนวโน้มที่จะตอบกลับไปรุนแรงพอๆกัน หรือแรงขึ้น จิมก็เหมือนกัน จึงต้องทำอย่างนั้น ซึ่งความรุนแรงที่จิมทำก็มีปัจจัยหลายอย่าง - ความแค้นที่พวกทหารพวกนี้ทำอย่างนี้ ที่ออกประกาศทางวิทยุก็เหมือนการหลอกพวกเขามานี่เอง ไม่มีคำตอบเรื่องการติดเชื้อ ทั้งยังหลอกเอาผู้หญิงมาเป็นนางบำเรอ - ต้องการไปช่วยเซลีน่าและฮานนา ซึ่งเหมือนที่ยึดเหนี่ยวในใจของจิม อีกทั้งจิมยังรักเซลีน่าอีกด้วย เนื่องจากจิมนั้นลึกๆกลัวการถูกทอดทิ้ง ไม่อยากอยู่คนเดียว ซึ่งเป็นผลจากความสะเทือนใจที่ตื่นมาแล้วพบกับเรื่องร้ายๆและเสียพ่อกับแม่ไป จึงต้องทำทุกทางให้ได้พวกเธอคืนมา
ทั้งสามพยายามหนีออกไป เวสต์ซ่อนอยู่ในรถและยิงจิม ฮานนาขึ้นไปขับรถ ถอยรถไปให้เมลเลอร์ดึงจิมไปฆ่า จากนั้นทั้งสามขับรถผ่านที่ล็อกออกไป 28 วันให้หลัง จิมตื่นมา และพบว่าตัวเองยังมีชีวิตอยู่ เขาพบเซลีน่านั่งเย็บจักร ฮานนาวิ่งเข้ามาบอกว่าเธอได้ยินเสียงเครื่องบิน ทั้งสามช่วยกันเอาผ้าออกไปปู ซึ่งมีข้อความว่า Hello จากนั้นเรื่องก็จบ ทิ้งท้ายให้เราคิดเองว่าทั้งสามจะได้รับการช่วยเหลือหรือไม่
ความจริงแค่ถ้าทุกคนอยู่ร่วมกันตั้งแต่ตอนแรกก็ไม่ต้องเข่นฆ่ากันแล้ว แต่การที่มีความต้องการถ่อยๆ หาผู้หญิงมาบำเรอ ทำให้พวกทหารเหล่านั้นมาถึงจุดจบ เหมือนอย่างที่เวสต์บอกว่า ความจริงแล้วตอนนี้เราก็กลับสู่ภาวะปกติอยู่แล้ว ผู้ติดเชื้อไล่ฆ่าคน ก็เหมือนที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ ผู้คนฆ่าคนด้วยกัน people killing people สุดท้ายมันก็ย้อนกลับมาสู่เรา ความรุนแรงทำให้เกิดเชื้อ (ที่ไม่มีตัวตน มันก็แค่มนุษย์ฆ่ากันเอง) หนังต้องการจะบอกเราว่า ไม่มีเชื้ออะไรที่ร้ายเท่าความรุนแรงป่าเถื่อนของมนุษย์หรอก ถ้าเราอยู่กันสันติเสียได้ ก็คงไม่ต้องฆ่าฟันกันโลกก็คงจะสงบสุขกว่านี้มากทีเดียว และเราควรมีกันและกัน รักกันไว้ดีที่สุด แล้วเราก็จะมีชีวิตอยู่ได้ การที่พยายามอยู่โดยฆ่าฟันผู้อื่น สุดท้ายก็ไม่มีความสุขนั่นเทียบไม่ได้กับการอยู่ร่วมกับผู้อื่น ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เพราะว่าบนโลกใบนี้ เราต้องการกันและกัน We need each other.