(ป.ล. แม้ว่าการเขียนเป็นพรืดอย่างนี้จะอ่านยาก แต่อยากให้ความรู้สึกถึงการพร่ำบ่น เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ)
เมื่อสายโทรศัพท์ตัดลง ฉันน้ำตาซึม ความเศร้าถาโถมแบบไร้ร่องรอยสาเหตุ ฉันเกลียดการบอกลา แม้ว่า มันจะมีเหตุผลของมัน เราไม่ได้ลากันตลอดไป หากแต่ลากันแค่เพียงในขณะนี้ ยามที่ฟ้ามืด กบร้องงึมงำ อากาศเย็นกว่าทุกคืนที่ผ่านๆมา เนื่องจากสายฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาตลอดทั้งวัน วันนี้มันช่างมืดครึ้ม ฉันรู้สึกเหงา คืนทั้งคืนเป็นของฉันคนเดียว และเป็นมาหลายคืน ฉันทุกข์ทนกับการมีอยู่ของฉันในยามค่ำคืน ยามที่สรรพสัตว์ทั้งหลายหลับใหล ผู้คนฝังตัวในฝัน ตาปิดสนิท หัวใจเต้นช้า ร่างกายนิ่งไม่ไหวติง แต่หน้าอกกระเพื่อมน้อยๆ ด้วยว่ายังมีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะอย่างช้าๆอยู่นั่นเอง ฉันตาเบิกโพลงในทางตรงกันข้าม เบิกกว้าง ไม่มีทีท่าว่าจะปิดลงอย่างง่ายดาย ไม่มีทีท่าว่า จะหยุดพักร่างกายลง ยามที่ผู้อื่นหลับ ฉันกลับตื่น ทุกวันนี้ฉันเงียบเหงาเศร้าซึม เพราะเธอที่เคยอยู่เป็นเพื่อนฉันทุกโมงยาม ยามเมื่อฉันไม่สามารถข่มตาหลับ หรือยามที่ฉันทุกข์ระทมกับฝันร้าย ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น ดวงตาเบิกกว้างเฉกเช่นเดียวกันฉัน ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของเธอในยามค่ำคืน
หากแต่ตอนนี้ เธอหาได้อยู่เป็นเพื่อนฉันในยามวิกาล เป็นฉันเองที่รู้สึกว่า บางทีเธอใช้เวลาในยามวิกาลมากเกินไป เธอนอนกลางวันและตื่นยามกลางคืน ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันขาดเธอในยามกลางวันอยู่ดี เธอรับฟังฉัน ตอนนี้เธอนอนอย่างเป็นปกติ จึงมีแต่ฉัน ซึ่งอยู่ในค่ำคืนนี้ มันมิใช่ความผิดของเธอ หากแต่ก็มิใช่ความผิดของฉัน ฉันขอโยนความผิดให้กับความคิดถึงซึ่งปรากฏมาจากส่วนไหนของฉันสักแห่ง เป็นความผิดของความคิดถึง ที่สร้างความทรมานแก่ฉัน สร้างความทุกข์ทนในรูปแบบแปลกประหลาด ฉันใฝ่หาเธอ ถึงอย่างนั้น ฉันทราบดีว่า มนุษย์เราทุกผู้ทุกคน ย่อมมีส่วนที่เป็นชีวิตของตนเอง ฉันไม่สามารถอยู่กับเธอได้ตลอดเวลา เหมือนกันเธอที่บางทีก็ต้องมีเวลาที่ต้องใช้ไปกับชีวิตส่วนอื่นๆบ้าง ฉันเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอ แม้ว่าฉันจะพยายามพอ พยายามหยุดความคิดถึง หยุดเพื่อใช้เวลาอยู่กับตนเองเสียบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่คนเราบางทีก็แค่รู้ แต่มิอาจทำให้ลุล่วงไปได้
หลายปีมาแล้ว ช่วงเวลายามกลางคืนเป็นช่วงที่เงียบสงัด บางทีฉันใช้เวลากับมัน กับความเงียบ ฉันมิได้ฟังดนตรี แม้ว่าจะมีผู้คนบอกว่า มันช่วยคลายความเหงา แต่สำหรับฉัน มันจำเป็นต่อเมื่อ บางทีฉันอยากจะใช้ค่ำคืนนั้นเพื่อการร้องไห้ ระบายความอัดอั้นใจออกมา บางทีฉันนอนฟังเพลง มองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามจะเห็นดาว แต่บ่อยครั้ง ฉันไม่ได้ใส่แว่น ภาพที่ฉันเห็นเป็นภาพเบลอ มันคงเป็นดาว เป็นดาวในใจฉันมากกว่า ความสงบในใจเกิดขึ้น เกิดขึ้นในบางคราวที่ฉันร้องไห้จนหมด นั่นเป็นช่วงที่ยากลำบาก นั่นก็เป็นเพราะตลอดเวลานานหลายปี ฉันใช้เวลากลางคืนกับการมีเพื่อนคุยสักคน บางทีเป็นคนที่ฉันรัก บางทีเป็นเพื่อน หรือบางทีแค่คนคลายเหงา ฉันมิอาจขาดเพื่อนยามค่ำคืนเหล่านั้น แต่เมื่อมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ทุกอย่างเหมือนกับหยุดลง คล้ายกับจะบอกกับฉันกลายๆว่า แก เอ๋ย แกต้องหัดใช้ค่ำคืนนี้ด้วยตัวของแกเองหนา หลายคนอาจคิดว่า เหตุใดฉันไม่แก้ปัญหาด้วยการนอนไปเสียก็จบเรื่องแล้ว ก็เพราะฉันไม่อาจนอนได้นั่นนะซี ถึงนอนหลับได้ก็ตื่นขึ้นมากลางดึก เผชิญกับความกลัวและไม่อาจข่มตาหลับได้อีก
ในค่ำคืนบางคราว ฉันพบกับฝันร้าย บางคราวพบกับฝันที่เวียนไปเวียนมามิรู้จบ สับสนวุ่นวายราวกับจิตใจของฉัน ฉันนึกอิจฉาในเพื่อนฉัน ที่เพียงแค่หลับตาลงตื่นมาก็เป็นวันใหม่เปลี่ยนผันมาแล้ว หลับลึกเสียจริง ฉันว่าหากฉันได้หลับลึกบ้างเสียคงก็ดี คนเราจะสามารถบังคับจิตได้ไหม ดวงตาของฉันคงกลอกไปกลอกมายามหลับ เพราะฉันเคยอ่านพบมาบ้าง มันคงน่ากลัวพิลึก หากฉันได้เพ่งมองกายฉันยามหลับ
ฉันเพ่งมองนาฬิกาบอกเวลา ห้าทุ่ม สิบสี่นาที ฉันรู้สึกเหมือนว่าเข็มวินาทีมันเดินอยู่ หากแต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ฉันมองนาฬิกา มันก็จะบอกเวลาเดิมเสมอ เพราะว่านาฬิกาไม่ได้เดินมานานแล้ว ถ้าเพียงแต่ฉัน เอาถ่านมาใส่มัน มันคงจะเดินได้เหมือนเดิม ห้องฉันจึงไร้กาลเวลา ในตอนที่ฉันไม่อยากรับรู้เวลาจริงๆ ฉันไม่ชอบเสียงเข็มนาฬิกาเอาเสียเลย มันทำให้ฉันนอนไม่หลับทุกครั้งเวลาตื่นมากลางดึก มันวังเวง ไม่มีจุดจบ ไม่มีจุดสิ้น เข็มนาฬิกาวนไป เหมือนกันรออะไรสักอย่างจะเกิดขึ้น และฉันมักนึกถึงอะไรที่มันลึกลับอยู่เสมอๆ นั่นก็เป็นที่มาหนึ่งของความกลัว
ความจริงฉันไม่ควรเหงาเลย หากฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ ว่าแท้จริงแล้วเธอยังอยู่ข้างฉัน การหลับการตื่นหากได้สำคัญ หากฉันรับรู้ความรัก สัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ว่าแท้จริงแล้ว มันมากมาย มากมายกว่ากลางวันกลางคืน มากมายกว่าเพียงแค่พูดจากัน หากฉันรักษาและรับรู้มันได้ ฉันคงจะไม่เหงา เพราะความเหงาบางทีก็เกิดจาก จิต ของฉัน เองเสียทั้งนั้น ฉันพยายามอย่างสุดใจ แต่เธอต้องเข้าใจฉันเสียก่อนว่า กำแพงความเหงาของฉันมันสูงเหลือเกิน แล้วมันก็สูงขึ้นทุกนาทีที่ฉันเริ่มรู้สึกเหงา เมื่อยามห่างจากเธอแล้ว ฉันรู้สึกคล้ายถูกตัดขาด ฉันอาจบอบบางอ่อนไหวมากเกินไป แม้มีความรักเท่าไร อาจจะช่วยให้ฉันดีขึ้น แต่บางทีที่ฉันเป็นเหมือนเดิม ก็อย่าได้กังวล เพราะบางทีมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฉัน ฉัน ฉัน และฉัน ผู้ซึ่งจิตใจแตกพร่า ช่างวิตกกังวล ช่างหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นฉัน ที่ห่วงหาอาทร เธอที่สุดในยามนี้ และรักเธออย่างที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะรู้สึกได้ ทั้งในยามวิกาล ยามเที่ยงวัน ยามที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือยามที่เธอเคียงข้างฉัน เขาว่าบางทีกลางคืน คนเรามักพูดอะไรเพ้อเจ้อ ฉันอาจกำลังพร่ำเพ้ออะไรอยู่ การที่พร่ำบอกว่า รักใครสักคน มันช่างดูน้ำเน่า แต่ฉันก็อยากจะบอก เพราะบางทีอาจช่วยให้ฉันข่มตาลงหลับได้
แม้ในยามเธอหลับตา เธอจะฝันถึงฉันสักห้วงเวลาไหม
เพราะว่าฉันนั้น คิดถึงเธอเหลือเกิน
