2008/May/12

(ป.ล. แม้ว่าการเขียนเป็นพรืดอย่างนี้จะอ่านยาก แต่อยากให้ความรู้สึกถึงการพร่ำบ่น เพราะมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ)

 

 

เมื่อสายโทรศัพท์ตัดลง ฉันน้ำตาซึม ความเศร้าถาโถมแบบไร้ร่องรอยสาเหตุ ฉันเกลียดการบอกลา แม้ว่า มันจะมีเหตุผลของมัน เราไม่ได้ลากันตลอดไป หากแต่ลากันแค่เพียงในขณะนี้ ยามที่ฟ้ามืด กบร้องงึมงำ อากาศเย็นกว่าทุกคืนที่ผ่านๆมา เนื่องจากสายฝนที่ตกต่อเนื่องกันมาตลอดทั้งวัน วันนี้มันช่างมืดครึ้ม ฉันรู้สึกเหงา คืนทั้งคืนเป็นของฉันคนเดียว และเป็นมาหลายคืน ฉันทุกข์ทนกับการมีอยู่ของฉันในยามค่ำคืน ยามที่สรรพสัตว์ทั้งหลายหลับใหล ผู้คนฝังตัวในฝัน ตาปิดสนิท หัวใจเต้นช้า ร่างกายนิ่งไม่ไหวติง แต่หน้าอกกระเพื่อมน้อยๆ ด้วยว่ายังมีหัวใจที่เต้นเป็นจังหวะอย่างช้าๆอยู่นั่นเอง ฉันตาเบิกโพลงในทางตรงกันข้าม เบิกกว้าง ไม่มีทีท่าว่าจะปิดลงอย่างง่ายดาย ไม่มีทีท่าว่า จะหยุดพักร่างกายลง ยามที่ผู้อื่นหลับ ฉันกลับตื่น ทุกวันนี้ฉันเงียบเหงาเศร้าซึม เพราะเธอที่เคยอยู่เป็นเพื่อนฉันทุกโมงยาม ยามเมื่อฉันไม่สามารถข่มตาหลับ หรือยามที่ฉันทุกข์ระทมกับฝันร้าย ฉันรู้ว่าเธออยู่ที่นั่น ดวงตาเบิกกว้างเฉกเช่นเดียวกันฉัน ฉันรู้สึกถึงการมีอยู่ของเธอในยามค่ำคืน

 

หากแต่ตอนนี้ เธอหาได้อยู่เป็นเพื่อนฉันในยามวิกาล เป็นฉันเองที่รู้สึกว่า บางทีเธอใช้เวลาในยามวิกาลมากเกินไป เธอนอนกลางวันและตื่นยามกลางคืน ซึ่งนั่นก็ทำให้ฉันขาดเธอในยามกลางวันอยู่ดี เธอรับฟังฉัน ตอนนี้เธอนอนอย่างเป็นปกติ จึงมีแต่ฉัน ซึ่งอยู่ในค่ำคืนนี้ มันมิใช่ความผิดของเธอ หากแต่ก็มิใช่ความผิดของฉัน ฉันขอโยนความผิดให้กับความคิดถึงซึ่งปรากฏมาจากส่วนไหนของฉันสักแห่ง เป็นความผิดของความคิดถึง ที่สร้างความทรมานแก่ฉัน สร้างความทุกข์ทนในรูปแบบแปลกประหลาด ฉันใฝ่หาเธอ ถึงอย่างนั้น ฉันทราบดีว่า มนุษย์เราทุกผู้ทุกคน ย่อมมีส่วนที่เป็นชีวิตของตนเอง ฉันไม่สามารถอยู่กับเธอได้ตลอดเวลา เหมือนกันเธอที่บางทีก็ต้องมีเวลาที่ต้องใช้ไปกับชีวิตส่วนอื่นๆบ้าง ฉันเป็นมนุษย์ที่ไม่รู้จักพอ แม้ว่าฉันจะพยายามพอ พยายามหยุดความคิดถึง หยุดเพื่อใช้เวลาอยู่กับตนเองเสียบ้าง นั่นเป็นสิ่งที่คนเราบางทีก็แค่รู้ แต่มิอาจทำให้ลุล่วงไปได้

 

หลายปีมาแล้ว ช่วงเวลายามกลางคืนเป็นช่วงที่เงียบสงัด บางทีฉันใช้เวลากับมัน กับความเงียบ ฉันมิได้ฟังดนตรี แม้ว่าจะมีผู้คนบอกว่า มันช่วยคลายความเหงา แต่สำหรับฉัน มันจำเป็นต่อเมื่อ บางทีฉันอยากจะใช้ค่ำคืนนั้นเพื่อการร้องไห้ ระบายความอัดอั้นใจออกมา บางทีฉันนอนฟังเพลง มองออกไปนอกหน้าต่าง พยายามจะเห็นดาว แต่บ่อยครั้ง ฉันไม่ได้ใส่แว่น ภาพที่ฉันเห็นเป็นภาพเบลอ มันคงเป็นดาว เป็นดาวในใจฉันมากกว่า ความสงบในใจเกิดขึ้น เกิดขึ้นในบางคราวที่ฉันร้องไห้จนหมด นั่นเป็นช่วงที่ยากลำบาก นั่นก็เป็นเพราะตลอดเวลานานหลายปี ฉันใช้เวลากลางคืนกับการมีเพื่อนคุยสักคน บางทีเป็นคนที่ฉันรัก บางทีเป็นเพื่อน หรือบางทีแค่คนคลายเหงา ฉันมิอาจขาดเพื่อนยามค่ำคืนเหล่านั้น แต่เมื่อมาถึงช่วงหนึ่งของชีวิต ทุกอย่างเหมือนกับหยุดลง คล้ายกับจะบอกกับฉันกลายๆว่า แก เอ๋ย แกต้องหัดใช้ค่ำคืนนี้ด้วยตัวของแกเองหนา หลายคนอาจคิดว่า เหตุใดฉันไม่แก้ปัญหาด้วยการนอนไปเสียก็จบเรื่องแล้ว ก็เพราะฉันไม่อาจนอนได้นั่นนะซี ถึงนอนหลับได้ก็ตื่นขึ้นมากลางดึก เผชิญกับความกลัวและไม่อาจข่มตาหลับได้อีก

 

ในค่ำคืนบางคราว ฉันพบกับฝันร้าย บางคราวพบกับฝันที่เวียนไปเวียนมามิรู้จบ สับสนวุ่นวายราวกับจิตใจของฉัน ฉันนึกอิจฉาในเพื่อนฉัน ที่เพียงแค่หลับตาลงตื่นมาก็เป็นวันใหม่เปลี่ยนผันมาแล้ว หลับลึกเสียจริง ฉันว่าหากฉันได้หลับลึกบ้างเสียคงก็ดี คนเราจะสามารถบังคับจิตได้ไหม ดวงตาของฉันคงกลอกไปกลอกมายามหลับ เพราะฉันเคยอ่านพบมาบ้าง มันคงน่ากลัวพิลึก หากฉันได้เพ่งมองกายฉันยามหลับ

 

ฉันเพ่งมองนาฬิกาบอกเวลา ห้าทุ่ม สิบสี่นาที ฉันรู้สึกเหมือนว่าเข็มวินาทีมันเดินอยู่ หากแต่ความจริงแล้ว ทุกครั้งที่ฉันมองนาฬิกา มันก็จะบอกเวลาเดิมเสมอ เพราะว่านาฬิกาไม่ได้เดินมานานแล้ว ถ้าเพียงแต่ฉัน เอาถ่านมาใส่มัน มันคงจะเดินได้เหมือนเดิม ห้องฉันจึงไร้กาลเวลา ในตอนที่ฉันไม่อยากรับรู้เวลาจริงๆ ฉันไม่ชอบเสียงเข็มนาฬิกาเอาเสียเลย มันทำให้ฉันนอนไม่หลับทุกครั้งเวลาตื่นมากลางดึก มันวังเวง ไม่มีจุดจบ ไม่มีจุดสิ้น เข็มนาฬิกาวนไป เหมือนกันรออะไรสักอย่างจะเกิดขึ้น และฉันมักนึกถึงอะไรที่มันลึกลับอยู่เสมอๆ นั่นก็เป็นที่มาหนึ่งของความกลัว

 

ความจริงฉันไม่ควรเหงาเลย หากฉันรับรู้ถึงการมีอยู่ของเธอ ว่าแท้จริงแล้วเธอยังอยู่ข้างฉัน การหลับการตื่นหากได้สำคัญ หากฉันรับรู้ความรัก สัมพันธ์ที่เรามีต่อกัน ว่าแท้จริงแล้ว มันมากมาย มากมายกว่ากลางวันกลางคืน มากมายกว่าเพียงแค่พูดจากัน หากฉันรักษาและรับรู้มันได้ ฉันคงจะไม่เหงา เพราะความเหงาบางทีก็เกิดจาก จิต ของฉัน เองเสียทั้งนั้น ฉันพยายามอย่างสุดใจ แต่เธอต้องเข้าใจฉันเสียก่อนว่า กำแพงความเหงาของฉันมันสูงเหลือเกิน แล้วมันก็สูงขึ้นทุกนาทีที่ฉันเริ่มรู้สึกเหงา เมื่อยามห่างจากเธอแล้ว ฉันรู้สึกคล้ายถูกตัดขาด ฉันอาจบอบบางอ่อนไหวมากเกินไป แม้มีความรักเท่าไร อาจจะช่วยให้ฉันดีขึ้น แต่บางทีที่ฉันเป็นเหมือนเดิม ก็อย่าได้กังวล เพราะบางทีมันอาจเป็นส่วนหนึ่งของความเป็นฉัน ฉัน ฉัน และฉัน ผู้ซึ่งจิตใจแตกพร่า ช่างวิตกกังวล ช่างหงุดหงิด ฟุ้งซ่าน แต่ก็เป็นฉัน ที่ห่วงหาอาทร เธอที่สุดในยามนี้ และรักเธออย่างที่สุดเท่าที่คนๆหนึ่งจะรู้สึกได้ ทั้งในยามวิกาล ยามเที่ยงวัน ยามที่เราไม่ได้อยู่ด้วยกัน หรือยามที่เธอเคียงข้างฉัน  เขาว่าบางทีกลางคืน คนเรามักพูดอะไรเพ้อเจ้อ ฉันอาจกำลังพร่ำเพ้ออะไรอยู่ การที่พร่ำบอกว่า รักใครสักคน มันช่างดูน้ำเน่า แต่ฉันก็อยากจะบอก เพราะบางทีอาจช่วยให้ฉันข่มตาลงหลับได้

 

แม้ในยามเธอหลับตา เธอจะฝันถึงฉันสักห้วงเวลาไหม

เพราะว่าฉันนั้น คิดถึงเธอเหลือเกิน

2008/May/07


แม้ว่าช่วงนี้จะเหนื่อยหน่าย เล็กน้อย กับการหางาน

แต่ว่า ที่เหนื่อยกว่านั้น คือการไม่ได้มีเวลา ได้ดูหนังเลย

อาจจะเป็นเพราะหนังเรื่องที่ยังไม่ได้ดู มันไม่เข้ากับอารมณ์

เอ้ะ มันเป็นอย่างไรหนอ


ภาพยนตร์นับว่า เป็นสื่ออย่างหนึ่ง เทียบเท่ากับดนตรี ที่มีคนรักมากอย่างหนึ่งของโลก
มีประวัติศาสตร์มานาน นับตั้งแต่พี่น้อง Lumiere เอากล้องไปถ่ายหนังเรื่องแรก ที่เป็นแค่คนงานเดินออกจากโรงงาน

ใครๆ ก็รักการดูหนัง

โอ้ะ ฉันก็เป็นหนึ่งในนั้น

ฉันรักหนัง แต่ไม่ชอบการทำหนัง

มันเหมือนกับว่า การที่เรารู้อะไรมากเท่าไร เรายิ่งเห็นความยากลำบาก

ยิ่งคิดกับมันมากขึ้นเท่านั้น คิดมากเกินไป บางทีก็ไม่สุข

คนเราควรเสพ ภาพยนตร์ เพื่อความบันเทิงเท่านั้นหรือไม่

บางที เราไม่ชอบหนังเรื่องนั้นเรื่องนี้ เพราะอะไร

มองมันมากไป คิดมันมากไป

สุดท้ายแล้ว ก็คงเป็นแค่อารมณ์ส่วนตัวจริงๆ

บันเทิงใจ จริงๆ

-

ฉันมีความเชื่ออย่างหนึ่งว่า ถ้าคนเรารักการดูหนังแล้ว

ไม่ว่าหนังอย่างไร ก็ต้องดูได้

จะเป็น หนัง Hollywood Bollywood หนังคัลต์เลือดสาด หนังรัก หนังโป้

หนัง เกรดบี (บีกลางๆ อย่าล่างเกิ้น) หนังอาร์ต
หนังสัตว์ประหลาด หนังดูไม่รู้เรื่อง  หนังบ้า หนังบอไรวะเนื่ยะ

บางทีมันไม่จำเป็นเลย ที่ต้องนั่งเสาะแสวงหาหนังดีๆ หนังเริ่ดๆ
หนังอาร์ต ยิ่งคนไม่รู้จักยิ่งดี

แอ็บดูมันเข้าไป อาจจะดูมีภูมิ

มันมีคนสองพวก คนที่อยากดูจริงๆ กับคนที่แอ็บรักหนัง

จำพวกแรก ฉันก็รวมอยู่ด้วยในบางที การที่ดูหนังแปลกๆ ความจริงแล้วเป็นการเปิดโลกทรรศน์ ให้กว้างขึ้น

แต่สำหรับฉัน ก็ไม่เห็นต้องดูหนังต่างชาติเหล่านั้น แล้วกระเดียด กระแดะ ว่าดูหนัง Hollywood ไม่ได้
หนังแหวะๆ รับไม่ได้ แบบคนแอ็บอินดี้ รักหนัง ต้องดูแต่หนังหว่อง (ไม่เกี่ยวกันคนรักหว่องจริงๆนะ)

ให้หนังดูหนัง อาร์ต ทั้งชาติ ทำได้ไหมหล่ะ คุณแอ็บอินดี้ รักหนัง

ถ้าจัดหนังของ Ingmar Bergman นั่งดูไปทั้งอาทิตย์ คุณจะชอบ หรือจะเบื่อ

 


การดูหนังเป็นความชอบส่วนบุคคล แล้วคุณหล่ะชอบมันจริงๆหรือเปล่า


มอง มัน ให้ กว้าง เข้า ไว้

รัก มัน ให้ กว้าง เข้า ไว้

นี้แหละหนังที่ฉันรัก

2008/Apr/11

.

พรุ่งนี้จะออกเดินทางไปต่างจังหวัดแล้ว

จุดหมายปลายทางนั้นคือ อำเภอ แม่พริก จังหวัดลำปาง

ซึ่งอยู่ติดกับจังหวัดตาก

เป็นบ้านยายของฉันเอง ที่นั่นค่อนข้างจะสงบ

รู้สึกดี ที่จะได้หลบหนีจากเมืองไป 1 อาทิตย์

ที่นั่นไม่มีอะไรเท่าไหร่ ไม่มีเซเว่น ไม่รู้จะได้เล่นเน็ตไหม

แต่จะเอาโน้ตบุ๊คไปด้วย (ติดมันซะแล้ว)

เอาหนังสือไปสักหลายเล่ม

.

บางที อาจเป็นโอกาสได้คิดอะไรใหม่

กลับมาแล้ว  กลับตัวกลับใจ สู้ต่อไป

.

ในเส้นทางเข้าไปยังบ้านยายของฉัน ซึ่งเป็นระยะทางหลายกิโลเมตร

จะมีร้านก้วยเตี๊ยวร้านหนึ่ง ชื่อ ร้านพี่นุ ซึ่งอร่อยมาก แล้วแม่ก็มากินตั้งแต่เด็ก

แล้วเราก็ต้องไปกินทุกครั้ง

เมื่อกี้แม่บอกว่า คงไม่ได้ไปกินก๊วยเตี๊ยวพี่นุแล้ว

ฉันถามว่า ทำไมหล่ะ

แม่บอกว่า พี่นุ เค้าตายแล้ว ล้มในห้องน้ำ แล้วไม่มีใครไปเจอ

น่าเศร้า ต่างจังหวัดบางทีก็เงียบ เงียบจนเกินไป

.

กลับมาแล้ว จะเอารูปมาฝาก

ถ่ายรูปแมวๆ บ้านยายมาให้ดู

.

มีความสุขกับวันสงกรานต์มากๆนะทุกคน

 

2008/Apr/02

 

* 1408 หรือ ชื่อภาษาไทยว่า ห้องสุสานแตก สร้างจากเรื่องสั้นของ สตีเฟน คิง เจ้าพ่อเรื่องสยองขวัญสั่นประสาทที่หลายคนรู้จักกันดี หลายคนอาจคิดว่า สตีเฟน คิง อีกแล้ว นวนิยายของสตีเฟน คิง ถูกนำมาสร้างเป็นหนังฮอลลีวู้ด ไม่รู้กี่เรื่อง ถ้าให้นึกตอนนี้ ก็นึกถึงเรื่อง the Shining โรงแรมสยองที่อยู่ๆ คุณพ่อที่นำแสดงโดย แจ็ค นิโคลสัน ก็วิ่งไล่ฆ่าลูก และ ภรรยา บรื๋ออหรือ ไม่ก็ Dreamcatcher เรื่องนี้อาจจะแหวกแนวหน่อย เพราะมีเรื่องเกี่ยวกับต่างดาวนิดๆ ยังมีอีกมากมาย ที่นึกไม่ออกตอนนี้ หรือไม่ก็เป็นหนังที่เราเคยดูๆกัน แต่อาจจะลืมไปว่า ก็ของสตีเฟน คิง อีกนั่นแหละ 

 

 1408 เป็นเรื่องราวของไมค์ แอนสลิน (นำแสดงโดย จอห์น คูแซค) นักเขียนนิยายจำพวก เรื่องราวสยองผีๆ ที่เขาไปมาแล้วทุกที่ที่ว่า ลือลั่นกัน ด้านความน่ากลัว แต่เขาก็ไม่พบอะไร บางสิ่งบางอย่างนำพาให้เขาได้ยินเรื่องราวของ ห้อง 1408 .. จึงตัดสินใจที่จะไปพิสูจน์ เรื่องราวจากนั้นก็คงต้องไปติดตามชมกันเอง ในเรื่องนะจ้ะ  1408 ไม่ได้สร้างความผิดหวังให้ฉันเลย แม้ว่าจะได้ยินคำเล่าลือมาว่า มันไม่สนุกเท่าไหร่ แต่สำหรับฉันแล้ว ถ้าเป็นหนัง ลึกลับ มนุษย์ต่างดาว เชื้อโรค สัตว์ประหลาด อย่างไร ก็อยากดูทั้งนั้น (แต่ถ้าเป็นหนังผีก็ไม่กล้าเท่าไร เพราะกลัว) จะว่าไปก็ไม่ได้ดูหนังที่สนุกๆแบบนี้นานแล้ว (สนุกสำหรับฉันนะ)  

1408 : สยองขวัญแบบฝรั่ง 

ฉันบอกได้เลยว่า นี้เป็นหนังผีแบบฝรั่งจริงๆ แบบที่เราเคยได้ยินเรื่อง คฤหาสน์สยองขวัญ มันเป็นเรื่องของสถานที่หลอนๆ ซึ่งก็คงเป็นวิญญาณชั่วร้าย ที่มาสิงสู่ ซึ่งต่างจากหนังผีแบบเอเชียเราๆ ที่มักเป็นผีผู้หญิงผมยาว เพราะในเอเชียเรา แท้จริงแล้วมีความกลัวความเป็นเพศแม่อยู่นั่นนะสิ โดยเฉพาะในญี่ปุ่น  ตอนเด็กๆ ฉันเคยดูหนังเรื่องหนึ่ง เป็นเรื่องเครื่องจักรผีสิง จะว่าไปก็เครื่องซักผ้านั่นแหละ แบบว่ามีผีสิงและกินคนเข้าไป จะว่าไปเรื่องสยองๆแบบนี้คิดได้ไงหนอ มันก็เหมือนจะไม่น่ากลัว แต่ตอนเด็กๆก็น่ากลัวไม่น้อยทีเดียว  

 

1408 หนังเรื่องนี้ ทำให้นึกถึง Twilight zone หรือ แดนสนธยา ซึ่งมีทั้งเวอร์ชั่นหนังและซีรี่ย์ ซึ่งมันก็น่ากลัวไม่น้อยเลยทีเดียว มันจะหลอนๆแบบ หลอน แล้วก็อีกนั่นแหละ ไม่มีผีโผล่ออกมาเท่าไหร่  นั่นทำให้บางทีแล้ว คนไทยอาจไม่กลัวกับความสยองแบบฝรั่ง แบบนิ่งๆเท่าไหร่นัก เพราะผีแบบเอเชียนั้น อย่างน่ากลัวจริงๆ ตอนที่ดู the Blair witch project  ก็เลยมึนหัวมากกว่า จะกลัวหล่ะมั้ง หนังฝรั่งบางทีก็เป็นความน่ากลัวของสถานที่ อย่างที่บอกไป เหมือนอย่างเรื่อง the haunting เป็นตัวอย่าง วิญญาณ ทำให้คฤหาสน์เหมือนมีวิญญาณทำนู่นทำนี่ได้ขึ้นมา บรื๋อ ….. 

 

ต่อไปนี้มีการเปิดเผยเรื่อง (ไม่เท่าไหร่ แต่ถ้ารู้คงสนุกน้อยลง) 

 

1408 เรื่องนี้ ไม่มีผี แต่มันเป็นเรื่องของ สิ่งชั่วร้าย ห้องชั่วร้ายนั่นแหละ ใครที่ต่างเข้าพักห้องนี้ ไม่มีใครรอดชีวิตเกิน 1 ชั่วโมงทั้งนั้น ไมค์ พระเอกของเรารู้ แต่ก็ยังเข้าไป ในตอนแรก เราจะยังไม่เห็นความน่ากลัวของมันเท่าไหร่ จนถึงตอนที่ อยู่วิทยุในห้องดังขึ้นมาเป็นเพลง we’ve only just begun ของ carpenter เท่านั้นแหละ (ทำไมต้อง carpenter อีกแล้ว) หลอนดี แล้วก็เริ่มนับถอยหลัง 1 ชม. ความสยองก็เริ่มๆขึ้นจากตรงนี้แหละ  

ตลอดทั้งเรื่อง เราอาจสงสัยประหวั่นพรั่นพรึง ว่า นี้มันความจริงหรือความฝันกันหรือนี้ ในเรื่องก็หลอนกันไปต่างๆนานา  ซึ่งมีอยู่ตอนหนึ่งที่เหมือนว่าจะหลุดออกไปจากห้องนี้ได้แล้ว ฉันก็ยังคิดว่า เอ นี้คงหลุดออกมาได้แล้วกระมัง เพราะมันก็นานอยู่  ปรากฏว่า ก็กลับมาที่ห้องนี้อีก (ไม่ผิดจากที่คิดไว้ แต่ก็น่ากลัวอยู่ดี) เราถึงได้รู้ว่า มันชั่วร้ายอย่างไร  นอกจากนี้พอนับหนึ่งชั่วโมงแล้ว เวลาก็กลับมาย้อนใหม่ นอกจากนี้ก็ยังมีการเสนอ หนทางการฆ่าตัวตายอีกด้วย ตรงนี้เราถึงได้รู้ว่า เหตุใดคนจึงฆ่าตัวตาย มากมายในห้องนี้  ก็เพราะมันทรมานอย่างนี้นี่เอง เหมือนคนฝันร้ายไม่รู้จบ แต่นี้เจอห้องชั่วร้ายแบบไม่รู้จบ น่ากลัวยิ่งกว่าเจอผีหรือเปล่าหนอ เพราะอย่างน้อยมันก็ฆ่าเราได้  ฉันชอบทางเลือกของพระเอกในตอนท้าย เผาห้องมันซะเลย จบกันไป แต่ตอนจบตอนท้ายก็ยังมีทิ้งท้ายอยูดี เหอๆ  

 

จบการเปิดเผย   

 

ป.ล.ไม่รู้จะบอกอย่างไง แต่หนังเรื่องนี้ เราค่อนข้างชอบนะ ช่วงนี้ดูหนังหลายเรื่องบ่อยๆมากๆ ก็อยากเขียนทุกเรื่องนั่นแหละ แต่เรื่องนี้มากสุด ก็เลยลุกมาเขียน สัญญาว่า เรื่องอื่นๆจะตามมา แต่ไม่ว่าเราเขียนเรื่องหนังเรื่องไหน ก็ต้องเปิดเผยเรื่องแทบจะหมดเรื่อง เพราะถ้าไม่เปิดเผยเรื่อง แล้วจะเขียนเรื่องหนังได้อย่างไรเนอะ 

เรื่องที่จะเขียนตามมาใน entry หน้า หน้า หน้า  (สัญญาไว้ก่อน) ไม่รู้มีใครได้อ่านป่าว แต่จะเขียนแล้วกัน-          บอดี้ ศพ 19 (หมกไว้นานแล้ว เขียนไม่จบสักที)-          Atonement -          Across the universe -          Invasion -          The Bourne ultimatum -          In her shoes  ดูไปเยอะแยะมาก ไม่รู้จะเขียนอันไหนอีกดี  

 

แล้วเจอกัน จาก ฉัน (Status : ตกงานมาได้พักหนึ่ง แต่คงอีกไม่นาน หล่ะมั้ง)   

 

edit @ 2 Apr 2008 15:37:09 by only human*EM (isolated*)

2008/Mar/27

*

เมื่อวานไปดูบอล ไทย โอมานมา ที่สนามราชมังคลา

โห ยิ่งใหญ่แหะ ตอนอยู่ข้างนอกยังไม่เข้าไป รู้สึกได้ถึงบรรยากาศและเสียง เฮ

เฮ ไรกันม่ะรุ  ไทยแลนด์ ปี้ด ปี้ด

เนื่องด้วย ฉัน หมี และ เต้นท์ (น้องหมี) ไปสายกัน

กว่าจะนั่งแทกซี่ไปถึง โอมานก็นำไป 1-0 แระ

บัตรก็ไม่มี กว่าจะเดินไปถึงที่ซื้อบัตร ก็หลายนาทีแระ

ไปถึงเค้าบอกว่า เข้า ได้เลย

เอ้า พอกลับไปจะเข้า ก็โดนไล่ ไปที่โซนเอส

เดินถึงโซนเอส เจ้าหน้าที่บอกว่า เอ้า ไม่มีบัตรจะเข้าฟรีรึไง

(แหม มีตังค์ซื้อบัตรนะคะ แต่เค้าไม่ขายนี่)

อีกคนบอก ต้องรอสมัครกลับมาก่อน (ตวนตีนนะเนี่ยะ)

แต่ในที่สุดก็ได้เข้า  (ชิ)

เดินไปนั่ง ชั้นสาม เก้าอี้ ฝุ่นได้ที่จริงๆ

คนเยอะมาก เต็มอัศจรรย์

แปลกดี ที่เห็นคนมาทำอะไรร่วมกัน เชียร์เหมือนกัน

.

บอลก็ดูได้เรื่อยๆ แต่ทีมโอมานเหมือนวิ่งแล้วสะดุดยอดหญ้าอ่อนบ่อยเหลือเกิน

เชียร์ทีมไทยเต็มที่ แพ้คราวนี้ก็ยังมีโอกาส(เล็กน้อย)

สู้ๆนะพี่

 



มนุษย์หิน dot em
View full profile