2009/Nov/21

*

วันนี้หลังจากตื่นสาย เพราะกายมันไม่อยากจะลุก อาบน้ำอาบท่า

ใช้ไหมขัดฟันแล้วเลือดกบปาก

ส่งกระจกดูหน้าตัวเอง

"หน้าผากลอกแฮะ" ฉันคิด

จึงไปหยิบครีม ที่ไม่ได้ทามานานมาก (ไม่รู้ด้วยนะว่าเสียหรือยัง)

ที่เป็นของฝากจากเพื่อน เรียกกันว่า ครีมรกแกะ แค่ชื่อก็ดูขนลุก

อย่างน้อยมันก็คงทำให้หน้าไม่แห้งขึ้นนิดนึง

ก็เลยเอามาทาทั่วหน้า

ในจังหวะที่เปิดผมหน้าม้าเพื่อทาครีมนั้น ฉันสังเกตเห็น แผลๆหนึ่ง

เป็นแผลที่ไม่ได้เห็นมานาน คงเป็นเพราะฉันไว้หน้าม้ามานานมากหลายปีดีดัก

หรือเพราะฉันไม่ได้สังเกตมันเลยตลอดหลายปีที่ผ่านมา

นั่นคือ แผลเป็นจากการเป็นอีสุกอีใสเมื่อครั้งยังสมัยประถม

แผลนั้นก็ชัดเอาการ ตรงกลางหน้าผากพอดี เหมือนแฮรี่ พอตเตอร์

ทำให้นึกขึ้นได้ว่าเรามีแผลนี้จริงๆนะ

แปลกใจที่ลืมไปแล้ว อาจเป็นเพราะตอนเวลาส่องกระจกหลังอาบน้ำ ฉันมักไม่ใส่แว่น

อะไรมันก็ลางๆเลือนๆ ไม่ได้สังเกตอะไร

*

เหตุผลสำหรับหน้าม้า นอกจากปิดหน้าผากเถิกแล้ว อีกข้อนึงก็คงเป็นปิดแผลเป็นหล่ะกระมัง

ฉันนึกไม่ถึง หรือฉันอาจไม่เคยคิด แต่หน้าม้าก็ปิดบังได้อย่างแนบเนียน

จนกลายเป็นแผลที่ลบจากความทรงจำ

แต่มันคงอยู่ตรงนั้นเสมอ

เหมือนความทรงจำที่ถูกฝังไว้อย่างแนบเนียน

แต่หากเมื่อวันใด เราเกิดบังเอิญเห็นมัน ตะกายขึ้นมาจากหลุมความทรงจำ

เมื่อนั้นเราอาจตระหนก หรือแปลกใจ หรืออาจแค่เฉยๆ

เพราะว่าเราได้ลืมมันไปเสียแล้ว เวลาที่ทำให้เราได้ชินชากับเรื่องมากมาย

เวลาที่ทำให้ลืมแผลเป็น ที่แม้ว่าเราจะปกปิดอย่างไร มันก็ยังอยู่ตรงนั้น

หากเป็นเรื่องเจ็บปวด ความเจ็บหายไปแต่มันยังอยู่ที่นั่นเสมอ

จนกว่าเราจะเห็นไม่ร้ายแรงอะไรนัก

...

แต่สำหรับสิ่งนี้ แค่แผลเป็นเก่าๆ ที่ถูกหน้าม้าปิดเสียมิด

จนลืมไปเลย

 

2009/Aug/10

 (รูปนี้ถ่ายฟิลม์กล้องป๊อกแป๊กปากซอยแถวบ้าน)
 

ที่ๆฉันอาศัยอยู่ ณ ปัจจุบัน เป็นที่เดิมที่คุ้นชินมาตั้งแต่เกิด เติบโต เป็นชานเมือง ถนนแปดเลนที่ใครๆก็ตามที่ไม่เคยมา แล้วมีเหตุอันต้องมา มักจะลงความเห็นกันว่า โคตรไกลตัวฉันเองก็คิดว่าไกลนะ เพราะการจะเดินทางไปเรียนหนังสือ ต้องเข้าเมืองต่อรถไฟฟ้า อะไรต่อมิอะไร แต่ถึงจะเป็นชานเมืองแต่รถก็ติดอยู่ทุกวัน ไม่รู้จะติดอะไรนักหนา จนบางทีถึงกับท้อใจ ตื่นเช้าไม่ทันเลยต้องไปทำงานสาย ไปเรียนสาย ก็ว่ากันไป

สถานที่หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีพื้นที่ตรงหนึ่งเคยเป็นผับอะไรสักอย่าง แล้วก็กลายเป็นผับอะไรอีกสักอย่าง สุดท้ายลงตัวกลายเป็นคอนโด กลายเวลาทำให้หลายอย่างเปลี่ยนแปลงไป ร้านอาหารที่ฉันเคยไปกินตอนเด็กๆ ชื่อ ร้านฉัตรแก้ว จำได้ว่า ปลากระพงนึ่งมะนาวอร่อยมาก กลายเป็นโชว์รูมรถยี่ห้อดังมาหลายปีดีดัก ร้านไก่อบฟางที่ป้ายติดๆดับๆมานาน กลายเป็นร้านอาหารทะเล ทางด่วนผุดขึ้นมาให้รกหูรกตา ดูวุ่นวาย ที่ฮาคือ แถวบ้านมีคอนโดผุดกับเค้าเหมือนกัน (รู้สึกว่าจะชานเมืองไปนิดนะ) แปลกดีเพราะที่ตรงนั้น เป็นอะไรมาหลายอย่าง เดิมทีเป็นที่ว่างๆให้คนมาตั้งแสดงสินค้า แล้วก็กลายเป็นร้านอาหาร จากนั้นกลายเป็นที่ไดรฟ์กอล์ฟ ไม่ถึง 5 ปี กลายเป็นคอนโดเสียแล้ว ทว่าคอนโดนี้คงอยู่นานหน่อย

ตลาดแถวบ้านฉันดูจะเหมือนเดิมมากที่สุด ยังไงๆก็ดูเหมือนเดิม อาหารไม่มีอะไรอร่อยมากนัก 55 ผู้คนก็หน้าตาเดิมๆ มีร้านหนังสือสองร้าน แต่ก็มีหนังสือเยอะดี คิวมอเตอร์ไซค์เหมือนเดิม ต่างที่ค่ารถเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จาก 5 บาท ขยับเป็น 8 บาท จนทุกวันนี้ 10 บาท แต่คาดว่าคงยังไม่ขึ้นเร็วๆนี้เพราะช่วงนี้น้ำมันไม่ขึ้น

ในซอยบ้านฉันก็เป็นบริเวณทีมีนู่นมีนี่เปลี่ยนไปมาก เช่น ในซอยจะมีตึกแถวรายทาง ห้องเหล่านั้นก็จะมีคนมาเปิดเป็นร้านค้าบ้าง แต่ก็เจ้งไปเสียส่วนใหญ่ จึงมีร้านหลายๆแบบมาตั้งเป็นประจำ

เล่าเรื่องอย่างนี้รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นคนแก่เหมือนกัน แต่การที่เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลง มันก็ทำให้เราได้รับรู้อย่างหนึ่งหล่ะมั้ง ว่า อะไรมันก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาทั้งนั้นแล

 

2009/Jul/24

ตั้งแต่เด็กมาแล้ว ภาษาอังกฤษนับได้ว่าเป็นวิชาเดียวที่ทำให้ภูมิใจได้ (เพราะไม่เก่งวิชาอื่นเลย 55) จริงๆแล้วก็ไม่ได้เ่ก่งอะไรแบบมากมายแค่พอถูไถอ่านออกเขียนได้ ด้วยความที่พ่อปลูกฝังสิ่งที่จะกล่าวต่อไป

 

จริงๆสิ่งที่ทำให้ฉันรักภาษาอังกฤษมาแต่เด็กก็คงเป็นสิ่งเหล่านี้

 

ข้อแรก  ให้ลูกดูหนัง soundtrack บ่อยๆ

บ่อยๆตอนเด็กๆดูหนังกับพ่อบ่อยมาก หลายคนอาจจะงง ดูหนังแล้วจะเก่งอังกฤษได้ไงฟระ ก็ต้องดู Soundtrack นะ ไม่รู้ว่าพ่อตั้งใจหรือเปล่า ถึงเปิดแต่หนัง Soundtrack จำความได้ว่าพากย์ไทยอะ พ่อไม่ค่อยดู ที่ว่าตอนเด็กนี่คือตั้งแต่จำความได้เลย ประถมเด็กเลยมั้ง  แต่หนังเรื่องแรกที่ชอบก็คงจะเป็น คนเหล็ก 2029 หรือ Terminator2 อะแหละ นอกจากภาษาอังกฤษมันจะซึมลึกแล้ว ยังทำให้ชอบดูหนังอีกตะหาก

 

แต่ทั้งนี้ถ้าจะเลือกให้ลูกดูก็ต้องดูเนื้อหากันนิดนึง เช่นอย่าเปิด Saw หรือ Pan labyrinth ให้ลูกดู อะไรทำนองนั้น  สำหรับฉันแล้วก็คิดว่า เป็นวิธีปลูกฝังกันแบบเนียนๆนะ คิดว่าพ่อคงไม่ได้ตั้งใจให้ลูกเก่งภาษาอังกฤษอะไรหรอก แค่ดูก็ให้ลูกนั่งดูด้วย แต่ไม่ค่อยเลือกเรื่องหนะสิ ตอนเด็กๆเลยได้ดูแบบดะเลย หนังผี หนังบู๊

 

เป็นอย่างแรกที่นึกถึงเวลาคนถามว่า ทำไงถึงเก่งอังกฤษอ่ะ  ไอเราก็จะตอบว่า ก็ดูหนังบ่อยๆ (ซึ่งฟังดูแล้วไม่เกี่ยวกันเล๊ย แต่จริงๆเกี่ยวนะ) การได้ฟังภาษาอังกฤษมาแต่เด็กอาจเป็นการเีรียนแบบทางอ้อม ก็เหมือนเราอยู่เมืองนอกเมืองนา ฟังคนเขาพูด สมองมันก็จำไปเอง ทั้งสำเนียง หรือ การเรียงประโยค

 

แต่ข้อเสียของการเรียนด้วยอะไรแบบนี้คือ ไม่เก่ง Grammar อันนี้หนังหรือเพลงก็ช่วยไม่ได้ ถ้าไม่ขวนขวาย ตัวฉันเองไม่รู้Grammar จนขึ้นมัธยม ทั้งที่เรียนวิชาภาษาอังกฤษตั้งแต่ ป 1  แต่ไม่รู้เลย อะไรคือ เอกพจน์ พหูพจน์ ไม่เข้าใจหลักการ งง เต็ก  ถามว่า่สอบผ่านมาไ้ด้ไง ก็เอาคุ้นไว้ก่อน อ๋อ ไอ มัน น่าจะต่อด้วย แอม ฮี มันต้องต่อด้วย อีส อะไรทำนองนั้น คือมั่วคุ้นมาตลอดนั่นเอง จนถึงทุกวันนี้ก็คืนวิชาอาจารย์ไปหมดแระ อาศัยหูดี(ฟังออก)พูดได้ พอ (แต่พอเจอฝรั่งจริงๆก็ชอบเขิล)

 

ข้อสอง เปิดเพลงฝรั่งที่ชอบให้ลูกฟังบ่อยๆ

 

หูยอันนี้ต้องระวังนิดนึง เพลงฝรั่งที่เราชอบลูกอาจไม่ชอบด้วย เช่นฉันชอบฟังพวก Post Rock Brit Rock Electronic เดี๋ยวลูกจะนอยเอาแต่เด็ก ข้อนี้บอกยากแล้วแต่จะไปเลือกกัน เพราะตอนโตมาพ่อก็ได้เลือกเหมือนกัน แต่ที่ฟังและดูบ่อย ก็คงเป็น The Eagle , Chicago , Deep Purple , Scorpion , ฺำำBee Gee อะไรเทือกนั้น ถึงแม้ Grammar ในเพลงบางทีจะไม่ถูกต้องมากนัก แต่ช่วยให้เราได้คุ้นเคยกับคำ และ วลี ที่ใช้บ่อยๆในภาษาอังกฤษเช่น I love you , I will wait for you ประมาณนั้น อาจช่วยเราใน grammarง่ายๆ เป็นต้น

 

สรุปแล้ว การฟังภาษาอังกฤษจากเพลงและหนัง เป็นวิธีหนึ่งที่เราว่าดีนะ ทำให้เกิดจินตนาการ อารมณ์ก็สุนทรีย์ด้วยหล่ะ (แต่ระวังโตมาแล้วติสต์แตกเช่นนี้ 5555) อย่างน้อยทำให้ลูกชินกับภาษาอังกฤษไม่คิดว่า มันห่างไกลต่างดาวสุดๆ เพราะถ้าไม่ชอบแล้ว อย่างไรก็เปลี่ยนยาก ยังไงถ้า grammar ไม่กระดิก ไม่ต้องห่วงอย่างน้อยฟังได้แน่นอน เพราะฟังมาตั้งแต่เด็ก

 

ที่เล่าไปทั้งหมดก็อาจเป็นแค่ส่วนหนึ่งเกี่ยวกับภาษาอังกฤษที่จะปลูกฝังให้ลูก แต่สิ่งที่ง่ายๆเลย คืออย่างน้อย พ่อแม่อาจต้องชอบก่อนหล่ะมั้ง เพราะถ้าพ่อแม่ไม่ชอบดูหนังฟังเพลงแล้ว อย่างไรก็คงไม่อยากเปิดให้ลูกดูแน่ๆ ก็คงแล้วแต่ความชอบของแต่ละท่าน ทีนี้ถ้าลูกรักภาษาอังกฤษแล้วจะเก่งขึ้นอีกแค่ไหน ก็คงขึ้นอยู่กับตัวเขาเองว่าจะขวนขวายขยันแค่ไหนนั่นเอง

2009/Jun/07

*    fiction

** ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี

           เธอเดินอยู่บนถนนแห่งความเชื่อมั่น ในความรักการบรรจบพบเจอ แต่หากเมื่อยามใดได้ประสพพบพานกับมนุษย์ผู้อื่นที่ต้องใจ เมื่อนั้น สติสัมประชัญญะจะเริ่มทำงาน เทวดาแห่งความคิดและมารแห่งความหลงจักเข้าครอบงำ มนุษย์ทำไ้ด้เพียงแค่ต่อสู้และหวนคำนึงถึงคำของทั้งมารแลเทวดาได้พร่ำบ่น ถึงผลแห่งความหลงมัวเมาในกิเลสตัณหาถึงความสุขสมโอฬารที่จักพานพบ กาลนี้ตราชั่งกำลังทำงานประมวลผล ท้ายสุดหน้าที่ของมนุษย์ทุกตนคือ ตัดสินทางเดินที่จักเลือก แม้เพียงไ้ด้เลือกแล้ว มารมักจะมาเพรียกหาเธอเสมอ ถึงสิ่งที่ควรทำ ความบันเทิงที่ควรได้รับจากการสมสู่ ความสนุกแลความย่ามใจ ที่ได้ทำลายคุณธรรมแลความตั้งมั่นซื่อสัตย์ความดีที่เคยสะสมมาแต่กาลก่อน

           แต่มนุษย์ก็เ็ป็นเพียงเดรัจฉาน หากแต่ดีกว่าเล็กน้อยหนึ่ง เพราะไร้ฤดูผสมพันธ์ หากแ่ต่เลือกได้ที่จะทำตามสิ่งที่เหมาะควร ผัวเดียวเมียเีดียว หรือ ทำตามใจนึกสนุก ลักลอบซ่อนเร้นผิดบัง ทำสิ่งที่ผิดพลั้ง ทั้งหมดที่กล่าวมา เธอได้แต่คิด หากยังไม่ได้ทำสิ่งใดทั้งนั้น เธอพร่ำขอบคุณความคิดและจินตนาการที่สร้างสรรค์ความสุขสมโดยมิต้องลงแรง ถ้าหากการจินตนาการเป็นสิ่งที่ผิด เธอคงเป็นสตรีผู้ควรถูกตราหน้า แต่กระนั้นจินตนาการมิได้ทำร้ายใครซ้ำยังเพลิดเพลินเริญรมณ์ หากคิดตามหลักศาสนาคงจะเป็นเรื่องบาป(ในความคิด) แต่ด้วยเธอคิดได้ว่า มิมีมนุษย์ตนใดที่จิตใจสะอาดผุดผ่อง จักต้องถูกครอบงำด้วยกิเลสอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ความโลภ ก็หลงมัวเมา โมหะ โทสะ ตัณหา อยู่ที่ว่าจะบังคับจิตใจได้สักแค่ไหน

          ชีวิตคนเราจักมีเท่านี้เอง หากเราพยายามฝืนกลั้นธรรมชาติที่สร้างให้เราต้องสืบพันธุ์ ร่างกายถูกกลไกมาเพื่อการนี้ พินิจมองตัวเราเองก็จะรู้ดี เธอเป็นเพื่อนกับสติ แต่เธอก็เป็นเพื่อนกับมาร ด้วยความที่ความคิดไม่สามารถหยุดลงได้ โหยหากิเลสตัณหาอย่างสุดใจ แต่ยามใดเมื่อลืมตาตื่น ความจริงทำให้เธอคิดไ้ด้แม้จะเสียดายความสุขหอมหวานดั่งลูกกวาดไปบ้าง แต่ก็ใช่ว่าจะหาไม่ได้ ถ้าเพียงแต่พอเพียงกับคนที่เคียงคู่กันมา เช่นนี้ก็คงมีความสุขดี กระนั้น กิเลสบางทีก็ครอบงำให้หลงทางไปบ้าง แ่ต่ใช่ว่าจะหาทางกลับมามิได้ เพียงเพราะอดีตมักสอนสั่งเราเสมอ ถึงเหตุและผลที่ตามมาของการก้าวเิดินออกนอกเส้นทางไปสู่ป่าดงแห่งความมัวเมา บางคนมักรอดกลับมาได้ บางคนมักหลงทางอยู่แสนนานเกินกว่าจะเข้าใจ

ฉันจักไม่หลงทาง เธอกล่าว

แต่ฉันก็มิอาจห้ามความคิดได้เช่นกัน

.

 

2009/May/24

*

ช่วงนี้ไม่ว่าเปิดทีวีไปช่องไหนก็มักจะเจอข่าวเด็กชาย เคโงะ กับความคืบหน้าเกี่ยวกับพ่อ

ตอนมีข่าวตอนกลางวันแล้วมีข่าวนี้เป็นข่าวแรก เป็นเด็กชายเคโงะวิ่งแก้บน ก่อนข่าวเกี่ยวกับพันธมิตรเสียอีก

ก็เลยรู้สึกอึนๆ ว่า โอ้ว สำคัญขนาดนั้นเีชียวหรือ

ไม่ใช่ว่าเห็นเรื่องของน้องไม่สำคัญนะ แต่สำหรับข่าวคือมันสำคัญขนาดนั้น(เลยเหรอ)

แน่นอนว่าชีวิตของแต่ละคน ก็คงมีเืรื่องราวแตกต่างกันไปในแต่ละคน

การที่เราให้ความสำคัญกับเด็กคนหนึ่งที่ตามหาพ่อ มันก็ดีเฉกเช่นถ้าเราให้ความสำคัญกับเด็กเร่ร่อนที่เราเห็นๆหล่ะ เด็กชายเคโงะผู้แสนโชคดีที่ได้รับโอกาส จากนี้ชีวิตก็อาจจะสดใส ช่างต่างจากเด็กคนอื่นๆเหลือเิกิน

ฉันอาจคิดประหลาดกับเรื่องนี้ ฉันอาจไม่อยากรู้เรืื่องนี่

เอ ไม่รู้สิ แล้วข่าวคืออะไรหล่ะ

*

ช่วงนี้ก็สบายดีนะ อยู่กับแมวทะเลาะกับแมวบ้างตามประสา

นี่คือเจ้า โกดัง ซึ่งก็โตขึ้นมากเลยจากวันแรกๆที่มา มาอยู่บ้านได้สองเดือนแล้ว อาืทิตย์ที่แล้วพาไปฉีดวัคซีนครบสองเืดือนมาแล้ว เ้ด้วสิ้นเดือนพาไปฉีดอีกตัว

...

ช่วงนี้ทำงานก็เบื่อๆ งงๆ อึนๆ 

กลายเป็นช่างภาพวิดีโอ และตัดต่อไปแล้ว

ทำงานหลายอย่างเหลือเกิ้น

...

 มีคำพูดหนึ่งของพี่คนหนึ่ง เขาบอกไว้ว่า เวลานอนคนเราจะไม่เจ็บปวด ไม่หิว ไม่ทุกข์

ประทับใจมาก คิดดูแล้วอาจจะจริง แต่เวลาฉันทุกข์ ฉันมักฝันร้ายเสมอ

....

คนเราบางทีก็พบกันด้วยพรหมลิขิตเส้นด้ายที่่มาเกี่ยวไว้ 

โลกนี้ช่างซับซ้อนเหลือใจ

ฉันวิ่งวนเดินทางเพื่อพบพาน

ชีวิตใหม่ๆ

วงกลมล้วนหมุนไป

ชื่นใจที่ได้พบเจอ

 ....

เีขียนแบบรวมๆ พอให้หายคิดถึง



มนุษย์หิน dot em
View full profile